Skip navigation.

สื่อยุคใหม่ "ช่วยเหลือ" หรือ "ช่วยซ้ำเติม"

รายการ "สถานีครอบครัว" ทางคลื่น FM 105 MHz. คลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว ขอมองต่างมุมเกี่ยวกับประเด็นคดีฆ่าหั่นศพ ที่กำลังเป็นที่สะเทือนใจอยู่ตอนนี้ ซึ่งจะหยิบยกในเรื่องของ "สื่อมวลชน" กับการละเมิดสิทธิเด็ก สิทธิ์ที่เด็กจะได้รับการคุ้มครอง

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตและรองประธานมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการว่า "ข่าวในปัจจุบันของสังคมไทยจะเป็นแบบนี้ตลอด คือ จะเน้นเรื่องของการสืบค้น เจาะลึกในเนื้อข่าว จะต้องให้เห็นภาพผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัว จะต้องเน้นภาพไปที่ผู้ต้องหามาก และก็ยังไปเน้นต่อที่ภาพของลูกผู้เสียชีวิต ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการรักษาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และก็ยังเลยไปเน้นถึงลูกของผู้ต้องหาอีก ทั้งหมดนี้เหมือนกับว่าเราไปละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้คนเหล่านี้ และคนที่ถูกละเมิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็ก และวิธีการที่เข้าไปถามว่าเขารู้สึกยังไง ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงได้เขาอยากให้เป็นอย่างไร คำถามทั้งหมดนี้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราได้ทำให้เกิดบาดแผลภายในจิตใจของเด็กหรือเปล่า โดยหลายครั้งที่ผู้ถาม ได้ถามไปแล้ว ก็ไม่ได้มีการรับผิดชอบต่อคำถามที่ตนถามไป มิได้เยียวยารักษาจิตใจของเด็ก อีกทั้งภาพที่นำเสนอ ก็มิได้ปิดบังซ่อนเร้นอะไร คือหากใครรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน แค่ดูจากด้านหลังก็จะรู้แล้วว่าเป็นใคร ซึ่ง ปัญหาใหญ่ๆของสื่อมวลชนทุกวันนี้มีอยู่ 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 การเสนอภาพความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้สังคมต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศของความรุนแรงตลอดเวลา ส่วนประเด็นที่ 2 คือ สื่อมวลชนนำเสนอข่าว โดยไม่มีการเคารพในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของเด็กและครอบครัวเลย ซึ่งที่จริงแล้ว สังคมไทยควรจะมีการยับยั้งเรื่องนี้บ้าง เกี่ยวกับเรื่องการสอบสวนในคดีต่างๆ จริงๆแล้ว ควรต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ปัญหาของสังคมไทยคือ ผู้สื่อข่าวเข้าไปรายงานสถานการณ์ต่างๆโดยอิสระ จนบางทีเกินบทบาท เกินขอบเขตของกระบวนการวิชาชีพ จากกรณีของเด็กทั้ง 2 คนนี้ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนจะพึงกระทำ เพราะมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่ คนที่ทำงานก็จะต้องรู้ว่าตัวเองกำลังละเมิดอยู่ ซึ่งทางตำรวจเองก็จะต้องมีดุลพินิจที่ดี ว่าระหว่างผลงานที่จะคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว กับระหว่างสังคมที่จะได้รับผลร้ายจากวิธีการนำเสนอข่าวแบบนี้ อย่างไหนที่ควรคำนึงถึงมากกว่ากัน

การคำนึงถึงสิทธิของเด็กทุกๆ คนโดยไม่ยกเว้นว่าเขาเป็นใคร จะเป็นตัววัดระดับศีลธรรมของสังคมอย่างหนึ่ง เราทุกคนต้องลองถามตัวเราเองดู ว่าหากเป็นลูกเรา เราอยากให้ลูกเราเจอเหตุการณ์แบบนี้รึเปล่า โดยผู้รับข่าวสารเอง ก็อย่าไปตื่นเต้น อย่าไปสนุกกับข่าวอย่างเดียว ต้องพิจารณาถึงความถูกต้องด้วย ต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสะท้อนกลับไปยังสื่อมวลชนให้ได้รับทราบ จะได้ทำให้ผู้ที่นำเสนอข่าวต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งเราต้องช่วยกันยกระดับของสังคมไทย หากต่างคนต่างโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสังคมไทยก็มีแต่จะแย่ลง" นพ.ยงยุทธ กล่าว

ด้าน นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ใน กรณีดังกล่าว หากเป็นผู้ชมที่มีความอดทนต่ำ ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาของการนำเสนอได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากเรารู้สึกเหมือนถูกข่มขืนให้รับชม สื่อบางช่องไร้จรรยาบรรณ ขนาดเอาไมค์ไปจ่อปากให้เด็กพูด ไม่เห็นใจด้วยซ้ำว่าเด็กจะรู้สึกอย่างไร"

ซึ่ง หลังจากการที่ได้เปิดประเด็นในเรื่องนี้ไป ก็มีเสียงจากคุณผู้ฟังหลายท่าน เสนอความคิดเห็นที่หลากหลายผ่านรายการ ทั้งในแง่ของการนำเสนอภาพข่าวที่ดูโหดร้ายเกินไป ไม่ควรนำเสนอข่าวสะเทือนใจในช่วงตอนเช้า อยากให้เสนอข่าวให้รอบคอบขึ้น และคิดว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคม และบางท่านก็ได้กล่าวถึงปัญหา ว่าไม่มีพื้นที่สำหรับการร้องเรียนมากนัก ไม่มีสื่อใดที่จะแจ้งเข้าไปได้

จากเสียงสะท้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้รายการ "สถานีครอบครัว" เปิดพื้นที่ให้ผู้คนในสังคมทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องสังคมจากภัยร้ายต่างๆ รอบตัว ช่วยกันสอดส่อง ดูแลสังคม ด้วยพลังของคนในสังคมเดียวกัน เป็นพื้นที่อันแข็งแรง มีจุดยืนที่ชัดเจนที่พร้อมจะเตือนภัย พร้อมปกป้อง และร่วมแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายกระทบต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว รวมถึงประเทศชาติต่อไป

ร่วมกันเป็น ส่วนหนึ่งในการดูแลสังคมไทยไปพร้อมกับรายการ "สถานีครอบครัว" กับ คุณเรวัตร สังข์ช่วย ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 23.00 – 24.00 น. ทาง FM 105 MHz. คลื่นวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว หรือทาง www.radiothai.fm