เรียนรู้เท่าทันสื่อ โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์

เนื้อหาในวีทีอาร์ ระบุว่า  พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551      มาตราที่ 23 กำหนดเงื่อนไขการหารายได้จากการโฆษณาและประกอบธุรกิจได้ ไม่เกินชั่วโมงละ 12.30 นาที รวมทั้งวันเฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที

เรียนรู้เท่าทันสื่อ โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์   วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ณ ห้องประชุม 5724 คณะวิทยาการจัดการ อาคาร 57 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

คุณอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ กล่าวเปิดการเสวนา
ในนามผู้จัดงานขอขอบคุณคณะวิทยากรและผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน รู้สึกดีใจที่ผู้เข้าร่วมได้มาร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้ และคาดหวังว่าเวทีนี้จะเป็นเวทีความรู้ คณะทำงานจึงเลือกจัดงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยเพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นแนวทางร่วมกันทั้งนักวิชาการ พ่อแม่ และน้องๆ นักศึกษา เพราะฉะนั้นคิดว่าเวทีเสวนาในวันนี้จะได้ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปเสนอต่อคณะทำงานร่างแนวทางการปรากฏสินค้าของเนื้อหาในรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ และขอให้เวทีเสวนาวันนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

คุณรัศมี มณีนิล ผู้ดำเนินรายการ       
การเสวนาเรื่องเรียนรู้เท่าทันสื่อ โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ มีหลายประเด็นที่จะต้องหาข้อเสนอแนะและหาคำตอบร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาโฆษณาแฝงเป็นเรื่องที่เหมือนกับรู้ๆ กันอยู่และดูกันไปด้วยความสนุกสนาน อาจจับได้ หรือจับไม่ได้ หรือการดูละครซิทคอมแล้วจะเห็นภาพร้านขายของ ฯลฯ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะผ่านตา แต่ปัจจุบันมีร่างแนวทางการปรากฏสินค้าของเนื้อหาในรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่พบว่าเป็นอีกหนึ่งในความพยายามในการจัดการเรื่องโฆษณาแฝง หรือจะทำให้มีผลอย่างไรต่อแนวทางการโฆษณาแฝง
ในช่วงแรกจะมีผู้ร่วมเสวนาจากหลายมุมมองมาแลกเปลี่ยน และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนในเวทีใหญ่ที่จะแสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ผู้เข้าร่วมเสวนาคือ
•    นักวิชาการด้านสถานการณ์แฝง คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ   Media Monitor
•    นักวิชาการด้านโฆษณา ผศ.ดร. อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
•    นักวิชาการด้านจิตแพทย์เด็ก แพทย์หญิงพรรณพิมล  หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบัน   ราชานุกูล
•    ผู้แทนครอบครัว/ผู้บริโภค อาจารย์นงเยาว์  รักพ่วง รองผู้อำนวยการฝ่ายมัธยมศึกษา โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา
•    ผู้แทนเด็กและเยาวชน นางสาวจิราภรณ์  กมลรังสรรค์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ได้เปิด วีทีอาร์ ให้ผู้เข้าร่วมเวทีดูภาพตัวอย่างโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์
เนื้อหาในวีทีอาร์ ระบุว่า  พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551      มาตราที่ 23 กำหนดเงื่อนไขการหารายได้จากการโฆษณาและประกอบธุรกิจได้ ไม่เกินชั่วโมงละ 12.30 นาที รวมทั้งวันเฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที
เนื่องจากพฤติกรรมการชมโทรทัศน์ของผู้ชมในปัจจุบันเปลี่ยนไป มีตัวแปรสำคัญคือรีโมทคอนโทรล ทำให้ผู้ชมสามารถเปลี่ยนช่องได้ทันทีเมื่อไม่ต้องการชมโฆษณา ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ใช้วิธีการแฝงสินค้าเข้าไปในรายการ เพื่อให้ผู้ชมเกิดการรับรู้ นอกจากเจอโฆษณาในการคั่นรายการแล้วยังพบโฆษณาแฝงในเกือบทุกประเภทรายการ
วิธีการโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์มี 5 วิธี คือ
1.    แฝงกราฟฟิค โดยการโฆษณาสินค้าผ่านภาพกราฟฟิค ที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์
2.    แฝงสปอตสั้น หรือเรียกว่า   วีทีอาร์ เป็นโฆษณาสั้นๆ ที่แทรกมาในช่วงเข้าออกรายการ
3.    แฝงกับวัตถุ คือ โฆษณาที่แฝงมากับตัววัตถุ สินค้า หรือสิ่งของอื่นใด เช่น ขวดแชมพู ตู้แช่ ป้าย โปสเตอร์ หรือวัตถุของจริง ฯลฯ
4.    แฝงบุคคล โดยให้บุคคลหยิบจับ สวม ใส่ ถือ หิ้ว กิน ดื่ม
5.    แฝงกับเนื้อหา เป็นการแฝงมากับบท โดยอาจพูดชื่อสินค้า ในกรณีที่ไม่พูดชื่อสินค้านั้นๆ แต่เป็นการกระทำที่เกิดขึ้น ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการนั้นๆ
โฆษณาแฝงนอกจากละเมิด พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ยังเป็นการละเมิด คุกคาม รุกล้ำสิทธิเสรีภาพของผู้ชมที่พึงได้รับสิทธิการดูรายการโทรทัศน์โดยปลอดการโฆษณาอีกด้วย
“เป็นการละเมิดข้อบังคับทางจริยธรรมขั้นพื้นฐาน ที่บอกว่าการผลิตรายการโทรทัศน์จำเป็นที่จะต้องแยกเนื้อหากับโฆษณาออกอย่างชัดเจน เป็นการละเมิดสิทธิและเอาเปรียบผู้บริโภค ทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมโฆษณาผิดเพี้ยนไป เพราะว่าผู้ประกอบการจะต้องมาซื้อโฆษณาที่แพง”                      คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ กล่าว

จากภาพเป็นการเปรียบเทียบการวางโฆษณาแฝงกระป๋องโค้ก ในรายการละครโทรทัศน์ยุคจอขาวดำ และ แก้วโค้ก ในรายการ The American Idol ในปัจจุบันซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากถึงความเหมาะสม แต่ในประเทศไทยเหตุการณ์เช่นถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ
งานโฆษณาทั่วไปๆ คือ
•    “above the line” โฆษณาผ่านสื่อ – โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
•    “below the line” โฆษณาผ่านสื่อรอง – ป้าย, กิจกรรม, www, สื่อบุคคล , event เปิดงานในห้างสรรพสินค้า เชิญนักข่าวมาแถลงข่าว
•    “trough the line” คือโฆษณาทั้งทางสื่อแต่ว่าอิงไปกับเนื้อหาสื่อ
ประสิทธิผลของโฆษณาแฝงคือ
•    ความตระหนักรู้
•    ความเข้าใจ
•    ความรู้สึก
•    แนวโน้มการเกิดพฤติกรรมการซื้อ

ประโยชน์ของโฆษณาแฝง
1.    รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโฆษณาแฝงทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ได้คุณภาพสูงขึ้น และเพิ่มจำนวนรายการที่ออกสู่ผู้ชมมากขึ้น
2.    ช่องทางที่เพิ่มขึ้นในการช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มในงบประมาณที่คุ้มค่ามากขึ้น เช่น ช่อง 3 และ ช่อง 7 บอกว่าตอนนี้โฆษณามีคนมาซื้อยาวถึงกลางปีหน้า เขาไม่ต้องดิ้นรนหาโฆษณาอีกต่อไปแล้ว สำหรับโฆษณาแฝงจึงเข้ามาเติมในส่วนที่ไม่สามารถซื้อโฆษณาตามปกติได้
3.    ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงขึ้นของการโฆษณาจากกลยุทธการนำเสนอและการโน้มน้าวใจโดยใช้ดาราสนับสนุนสินค้า ทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการรับรู้ จดจำตราสินค้า และเลียนแบบพฤติกรรมการบริโภคสินค้า

ตัวอย่างใบเสนอราคา
จากตัวอย่างใบเสนอราคา จะพบว่า ราคารวมทั้งหมด 680,000 บาท แต่จ่ายเพียง 250,000 ส่วนต่างนั่นคือคือ โฆษณาแฝง เช่น ถ้าซื้อแล้วจะขึ้น logo ให้ที่ขอบเวทีเป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการขายแบบ package ส่วนแถมเกือบ 400,000 บาท แต่ใครจะรู้ว่าเงินส่วนต่างนั้นจะลงที่ไหน
กฎหมายระบุว่าโฆษณาได้ชั่วโมงละ 12.30 นาที เฉลี่ยทั้งวันไม่เกิน 10 นาที/ ชั่วโมง ส่วนโฆษณาแฝงจะพบเห็นโดยเรียงจากวิธีการมองเห็นคือ วีทีอาร์ ซึ่งเห็นก็จะทราบเลยว่าเป็นโฆษณา กราฟฟิค จะเห็นยากขึ้น วัตถุ เช่น แก้วกาแฟ ฉากสินค้าต่างๆ บุคคล เช่น เสื้อผ้า ส่วนเนื้อหาจะสังเกตยาก ตัวอย่างรายการเด็กรายการหนึ่งโฆษณาแฝงทุกวิธีการ เช่น เมื่อก่อนจะมีรถไมโลไปแจกไมโลให้ทุกโรงเรียน แต่ปัจจุบันจะนำมาทำเป็นเนื้อหาในรายการโทรทัศน์ แต่ร่างฯ ฉบับนี้ระบุว่า 5 นาทีนี้ไม่นับว่าเป็นโฆษณา
แบรนด์คอนเท้นต์ เป็นการโฆษณารูปแบบใหม่คือบริษัทสินค้าไปบอกผู้ผลิตรายการให้ผลิตรายการชิ้นหนึ่งโดยมีองค์ประกอบทุกสิ่งเชื่อมโยงไปกับสินค้า

Window logo จะมีองค์กอบของผลิตภัณฑ์ มีสโลแกน เช่น ในรายการข่าว ไม่ได้ขึ้น window logo อย่างเดียว อาจมีการส่ง SMS มาและได้รับรางวัล
การแฝงกิจกรรมการเล่นเกมกับรายการและได้รับของรางวัลจากสินค้า

ตัวอย่าง รายการอโรคาปาร์ตี้ที่ใช้โฆษณาแฝงของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มาทั้งรายการ ซึ่งรายการนี้มาจากญี่ปุ่น แต่ของญี่ปุ่นไม่มีการแจ้งว่าจากโรงพยาบาลใด ไม่มีโฆษณาแฝงใดๆ เลย แต่ของไทยใช้กิจกรรม Marketing


การใช้ Foreground – background เช่น แก้วกาแฟ ซึ่งทราบว่าบางครั้งจะไม่ได้มีกาแฟในแก้ว และค่าวางแก้วกาแฟในรายการเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1 ล้านบาท ขณะที่ค่าโฆษณารายการนั้นประมาณ นาทีละ 4 แสนบาท

ตัวอย่างจากการโฆษณาแฝงในภาพยนตร์ เรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เช่น การนำหางตั๋วไปซื้อสินค้า มีส่วนลดสินค้าให้ Viral marketing การโฆษณาปากต่อปากผ่านอินเตอร์เน็ต ว่า “ผมคิดว่า หนังใช้มาม่าสอนเราในเรื่องความรัก ถ้าคิดจะรัก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ต้องอดทน แม้สิ่งที่จะช่วยเราประหยัดเวลามากแค่ไหน” นี่คือวิธีการทางการตลาด 

ตัวอย่างกรณีศึกษาในวิทยานิพนธ์ พบว่าการใช้ Loose spot ในการโฆษณายังไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีการโฆษณาแฝงเข้ามาด้วย เพื่อหาผลกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งพูดง่ายๆ ว่าใครๆ ก็ทำกัน
วิทยานิพนธ์อีกเล่มหนึ่ง ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ชมที่มีต่อการรับชมโฆษณาแฝงในละครซิทคอม พบว่า ความจดจำโฆษณาแฝง ได้ เพราะ
•    35.3% จำได้เพราะเห็นภาพและเสียง
•    26.3% จำได้เพราะเห็นภาพ
•    22.5% จำได้เพราะเห็นเสียง
•    16.0% จำได้เพราะเห็นตัวอักษร
ความจดจำโฆษณาแฝง ได้เพราะนำเสนอโฆษณาแฝงอย่างไร
•    32.0% เพราะเห็นเกิดซ้ำๆ
•    24.5% เพราะเห็นการเคลื่อนไหว
•    24.0% เพราะขนาดที่ใหญ่
•    19.5% เพราะการเปลี่ยนแปลงของโฆษณาแฝง เช่นการเปลี่ยนฉากจากตอนเช้า เป็นตอนเย็น
จากการให้คะแนน 1-5 พบว่า
•    พบโฆษณาแฝงสินค้า-บริการทุกฉาก 4.10
•    นำเสนอภาพสินค้าบ่อยหรือถี่เกินไป 4.04
•    นำเสนอภาพสินค้ากลมกลืนกับเรื่อง 4.04
•    พบโฆษณาแฝงทุกครั้งที่เปลี่ยนฉาก 4.02
•    ในฉากมักให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าใหม่ 3.88
•    นักแสดงตัวร้าย ใช้สินค้า ดูไม่ดี 3.82
•    ตัวละครหยิบจับ ทำให้สินค้าน่าสนใจ 3.76
•    นางเอก พระเอกใช้สินค้า จะดูดีกว่า 3.74
•    เห็นแล้วหงุดหงิด ยัดเยียด 3.10
ผลสำรวจข้างต้นพบว่า คะแนนอยู่ในช่วงระดับมากทั้งสิ้น
นอกจากนี้วิทยานิพนธ์ระบุว่า เฉพาะตัวแปรเรื่อง ระดับการศึกษา-รายได้-ความถี่/ปริมาณการรับชม เท่านั้น ที่มีผลต่อความคิดเห็นต่อโฆษณาแฝงที่แตกต่างกัน

ฟรีทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ มี 6 ช่องในประเทศไทย มาตรา 10 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.    กิจการบริการสาธารณะ
2.    กิจการบริการชุมชน
3.    กิจการบริการธุรกิจ
กลุ่มแรก ช่อง 3 ช่อง 7 และ ช่อง 9 กฎหมายมีผลปฏิบัติทันที เนื่องจากเป็นรูปแบบการบริการธุรกิจ
ในแต่ละปี ช่อง 3 มีผลกำไรจากโฆษณาปีละประมาณ 8 พันล้านบาท ช่อง 7 อยู่ในอัตราใกล้เคียงกัน ซึ่งช่อง 7 จ่ายให้รัฐ 4 พันล้านบาท/25 ปี และในแต่ละปีจะมีโฆษณาเข้าปีละ 6 พันล้านบาท
ช่อง 5 ช่อง 11 (กรมประชาสัมพันธ์) และทีวีไทย ดำเนินกิจการบริการสาธารณะ ซึ่งช่อง 5 ต้องใช้กฎหมายมาตรา 20 คือให้หารายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่พอเพียงกับการประกอบกิจการโดยไม่แสวงหากำไร ส่วนช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์จะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ และช่องทีวีไทย ห้ามมีโฆษณา
ทั้งนี้เคยมีการตีความกฎหมายว่าให้มีการโฆษณาชั่วโมงละ 12.30 นาที ก็ทำการคูณ 24 ชั่วโมง ซึ่งผิด แท้จริงแล้วต้องเอาเฉลี่ยทั้งวัน 10 นาทีไปคูณ คือ ออกอากาศได้ ไม่เกิน 240 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมงต่อวัน
ในปี พ.ศ. 2549 เคยมีการตีความว่ารายการทีวีไดเรคไม่นับว่าเป็นโฆษณาเพราะเป็นรายการ
นอกจากนี้ยังพบว่าสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งโฆษณาไป 5 ชั่วโมง แสดงว่าเขาโฆษณาเกิน 1 ชั่วโมงและทุกๆ วัน จะได้กำไรวันละประมาณ 1 ล้าน ซึ่งเงินที่ได้ไม่รู้ว่าเป็นผลประโยชน์ของผู้ใด จากการตรวจสอบจึงพบว่า
โฆษณาตรงเกิน และโฆษณาแฝงล้น
ในปัจจุบันมีรายการเพียง 2 รายการเท่านั้น ที่ไม่มีโฆษณาแฝง คือ ถ่ายทอดสดประชุมรัฐสภา และข่าวในพระราชสำนัก
ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโฆษณาแฝง นั่นคือ โฆษณาแฝง – คือโฆษณา หวังผลธุรกิจ

ประโยชน์ของโฆษณาแฝง
•    สถานี ขายโฆษณาได้มากขึ้น
•    เจ้าของรายการ ต้นทุนการผลิตถูกลง รายได้มากขึ้น
•    เจ้าของสินค้า เข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น
•    เอเจนซี่ รายได้จากส่วนแบ่งโฆษณามากขึ้น
•    ประชาชน ได้ชมโฆษณามากขึ้น? คุณภาพดีขึ้น?

คุณธาม  เชื้อสถาปนศิริ ให้ความเห็นว่า หากจะเพิ่มโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ จะต้องมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ
•    เปิดเผยรายได้ให้ประชาชนได้รับทราบ
•    เงินรายได้นั้น นำไปเพื่อการพัฒนารายการโทรทัศน์
หากรายได้จากการโฆษณาแฝงสามารถทำตามเงื่อนไข 2 ข้อดังกล่าวได้ ก็จะยอมรับต่อการมีโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ได้


ตัวอย่างภาพหนังสือพิมพ์
เป็นการแทรกภาพเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ แต่มีการแทรกโฆษณาแฝงไว้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การแฝงโฆษณาของแมคโดนัลด์ โดยใช้      ภาพเฟรนซ์ฟราย
ปัญหาที่พบคือจะคิดสัดส่วนการโฆษณาอย่างไร
คำถามสำคัญเกี่ยวกับโฆษณาแฝง คือ ใครได้ประโยชน์จากโฆษณาแฝง
•    สถานี/รายการ
•    เจ้าของสินค้า
•    เอเจนซี่ มีเดียร์แพลนเนอร์
•    สามฝ่ายข้างต้นร่วมกัน
•    หรือประชาชน

แพทย์หญิงพรรณพิมล  หล่อตระกูล
เรื่องโฆษณาแฝงทุกคนรู้สึกได้ว่ามันไม่ยอมหยุด มีสถานการณ์คล้ายๆ ประเทศอังกฤษ ที่มีผลต่อระบบของสื่อ และประชาชนอยู่ในจุดยอมรับมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ผู้ผลิตรายการไม่เคยหยุดเลย ระยะหลังยิ่งรู้สึกได้ว่าไม่ปกติเป็นอย่างมาก
Media Monitor ทำงานเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. คือ เฝ้าติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นจากหน้าจอว่าเกิดอะไรขึ้นและสะท้อนข้อมูลออกมา ซึ่งเรื่องโฆษณาแฝงเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นและพบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ในตอนนี้มีการพูดกันว่า น่าจะเป็นจุดที่อยู่ร่วมกันได้
หลายๆ ท่านที่เป็นครอบครัว อยากให้มีการเรียนรู้และเท่าทันว่าสถานการณ์ที่ขับเคลื่อนไปนี้ทำให้เกิดการดูแลระบบ ต้องเรียนรู้ที่จะเท่าทัน และนี่เป็นวิธีการทำงานเรื่องเด็ก
ปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยว่าเด็กดูโทรทัศน์วันละประมาณ 3.30 ชม. สัปดาห์ละประมาณ 25 ชั่วโมง โดยคิดจากฐานโฆษณา 12.30 นาทีต่อชั่วโมง จึงสรุปได้ว่าใน 1 สัปดาห์เด็กจะเห็นโฆษณา 3 ชั่วโมง เป็นสปอต 30 วินาที เพราะฉะนั้นเด็กจึงเห็นโฆษณาเฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นครั้งต่อปี ตั้งแต่เล็กจนโต อายุตั้งแต่ 3 ขวบ (ไม่แนะนำให้ดูต่ำกว่า 3 ขวบ) จนกระทั่งโตประมาณ 13 ปี (เด็กพร้อมพอสมควรที่จะสามารถแยกแยะได้) จะมีโอกาสดูโฆษณาประมาณ 2 แสนครั้งในชีวิต ทั้งนี้ยังไม่นับโฆษณาแฝง
สิ่งที่ต้องสงสัยคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโฆษณาแฝง
•    ผลกระทบจากการเห็นแบบต่อเนื่อง คือ เมื่อโตขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กเล็กจนเด็กโต การที่เห็นโฆษณาประมาณ 2 แสนชิ้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่โตมาในสังคมของการบริโภคสื่อ และ
•    ผลกระทบจากการเห็นในช่วงวัยหนึ่ง และการเห็นจำนวนมากนั้นจะทำให้เกิดอะไรขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกัน
ซึ่งผลกระทบนี้จะต้องดูว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้าง ใน 3 ด้าน ได้แก่
1.    ความสามารถในการเข้าใจโฆษณา จะรับรู้และแยกแยะได้หรือไม่
2.    ทัศนคติต่อการรับชมต่อตัวโฆษณา
3.    ผลต่อพฤติกรรม จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก
ความสามารถในการรับรู้แยกแยะของเด็ก คือ เรื่องความเข้าใจโฆษณา 6 ด้านที่ต้องเข้าใจ
1.    เด็กต้องแยกให้ได้ระหว่างโฆษณา กับเนื้อหารายการ มาตรฐานโดยทั่วไปว่าถ้าเด็กยังแยกแยะไม่ได้ รายการต้องเป็นผู้แยกแยะให้เด็ก นี่เป็นปัญหามากในการโฆษณาแฝงและเป็นสิ่งแรกที่เด็กต้องเรียนรู้
2.    เข้าใจว่าส่วนใดไม่ใช่เนื้อหา จะคล้ายๆ กัน (สปอนเซอร์) คือ ต้องทำให้รู้ว่าเป็นสปอนเซอร์ไม่ใช่เนื้อหารายการ
3.    รู้เป้าหมายที่แท้จริงของโฆษณา คือ ให้ผู้บริโภครู้จักผลิตภัณฑ์ สิ่งที่เด็กต้องเข้าใจว่าทำไมในโลกนี้ต้องมีโฆษณา นั่นคือ เพื่อให้รู้จักผลิตภัณฑ์ และเลือกตัดสินใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร
4.    การเข้าใจความหมายที่ซ่อนมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากในระยะหลัง กลยุทธ์ของโฆษณามีการดึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเข้ามา หลายครั้งพบว่าเด็กไม่ได้สนใจผลิตภัณฑ์ แต่ไปสนใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในรูปแบบของโฆษณา หลายเรื่องสร้างค่านิยมหรือแนวคิดบางอย่างขึ้น ซึ่งเด็กยิ่งโตต้องยิ่งเรียนรู้
5.    ความเข้าใจเรื่องแรงจูงใจแรงผลักดันของโฆษณา เช่น ทำให้รู้สึกว่าด้อย ขาดอะไรในชีวิต
6.    เข้าใจเรื่องสัญลักษณ์และภาพตัวแทน

การที่เด็กดูโฆษณาอย่างต่อเนื่อง พบว่า
•    เด็กชอบดูโฆษณา โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เพราะโฆษณาสั้น ตรงกับสมาธิของเด็ก และมีสีสัน
•    ผลการสำรวจเด็ก ป. 1 เกือบ 70% ชอบโฆษณาทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่าผลิตภัณฑ์อะไร
•    เมื่อเด็กอายุอยู่ในช่วง ป. 3 พบว่าความชอบลดลง
•    เมื่อเด็กอายุอยู่ในช่วง ป. 6 ความชอบลดลงมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า เมื่อเด็กโตขึ้นความชอบก็จะลดลง การรับรู้ของเด็กจะโตขึ้นตามวัย ความชอบโฆษณาของเด็กจะลดลงตามวัย

ผลต่อพฤติกรรม หรือที่เราเรียกว่าความอยากซื้อสินค้ากับความอยากได้
•    ความต้องการซื้อสินค้า คือเกิดพฤติกรรมหรืออยากจะซื้อสินค้าตัวนี้
•    ความอยากได้ คือ เห็นแล้วอยากได้ แต่ว่าอาจไม่สัมพันธ์ว่าอยากจะซื้อหรือไม่ซื้อ
เช่น เด็ก ป. 1 ชอบดูโฆษณา จะเห็นว่า ความต้องการ อยากซื้อสินค้าจะค่อยๆ ลดลงตามวัย เมื่อเริ่มโตขึ้นจะเริ่มแยกแยะระหว่างการซื้อว่าจะซื้อได้หรือไม่ได้ แต่เด็กรู้ไหมว่าเมื่อเห็นโฆษณาแล้วเกิดความอยาก แรงผลักดันจะสูงขึ้น เพราะว่า ความต้องการที่เด็กร้องขอให้พ่อแม่ซื้อจะสัมพันธ์กับอายุ เช่น ของเด็ก เมื่อเริ่มโตจะเริ่มลดลง แต่เมื่อโตขึ้นจะไปอยากได้สินค้าตัวอื่น แต่ยังมีสินค้าบางประเภทไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ เช่น ขนมขบเคี้ยว และน้ำอัดลม
ความต้องการซื้อของเด็กสัมพันธ์กับการตอบสนองของพ่อแม่ว่าพ่อแม่ตอบสนองอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการซื้อตามโฆษณา ความต้องการซื้อของเด็กจะลดลงตามวัย เพราะเขารู้ว่าพ่อแม่จะไม่ซื้อของให้ตามที่เห็นในโฆษณา แต่ความอยากได้ไม่ได้ลดลง ซึ่งเขารู้แต่เพียงว่าซื้อไม่ได้
ประเด็นสำคัญคือคนที่อยู่กับเด็กจะทำให้เด็กรู้ได้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ หรือซื้อได้หรือไม่ได้ แต่คนที่มีอิทธิพลกับเด็ก คือ เพื่อน ความอยากจะซื้อนั้นเพื่อนมีอิทธิพลมาก เพราะฉะนั้นคือ ต้องพยายามอย่าให้เด็กดูโฆษณา

ผลกระทบของโฆษณาต่อเด็ก
เด็กมี 3 กลุ่ม คือ
1.    กลุ่มที่ดูน้อย คือดูไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
2.    กลุ่มที่ดูโดยเฉลี่ย 3.5 ชั่วโมงต่อวัน
3.    กลุ่มที่ดูมาก ดูทั้งวันประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน
ผลพบว่า เด็กเห็นโฆษณาต่างกัน ตั้งแต่ 14 ครั้งต่อวัน ถึง 86 หรือประมาณ 5 พันกว่าครั้ง หรือ 3 หมื่นกว่าครั้ง ต่อปี หรือเฉลี่ย 2 หมื่นครั้งต่อปี แต่ยังมีเด็กบางคนเห็น 32,000 ครั้งต่อปี ซึ่งสิ่งที่ต้องศึกษาคือ หากรวมโฆษณาแฝงด้วย เด็กจะเห็นโฆษณากี่หมื่นชิ้นต่อปี
นอกจากนี้ยังพบว่า ไม่ว่าเด็กจะดูน้อยหรือมาก เด็กจะมีความสามารถแยกแยะตามวัย ในที่สุดเด็กจะเข้าใจว่าโฆษณาคืออะไร มิติของโฆษณาเป็นอย่างไร
•    แม้จะดูมากเด็กก็ยังเข้าใจโฆษณาเมื่อโตขึ้นตามวัย

ทัศนคติต่อการรับชม
พบว่าเด็กที่เห็นโฆษณามากยังคงชอบโฆษณาต่อเนื่องมากกว่ากลุ่มที่ดูน้อย คนที่ดูน้อยนั้นความชอบจะลดลงตามวัย แต่กลุ่มที่ดูมากความชอบจะยังคงอยู่เมื่อโตขึ้น

ผลต่อพฤติกรรม การรับชมโฆษณามากทำให้เพิ่มความต้องการสินค้า อย่างน้อยร้อยละ 5 ในเด็กทุกช่วงอายุ ซึ่งมีการคำนวณการตลาดแล้วพบว่า หากมีลูกค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ย่อมมีความหมาย เพราะฉะนั้นในต่างประเทศช่วงคริสต์มาศจะมีสินค้าบางตัววางโฆษณาถี่มาก เพราะมีส่วนเพิ่มยอดการขายสินค้ามาก เนื่องจากเพียงแค่เพิ่มลูกค้าขึ้นร้อยละ 5 ก็มีผลต่อยอดขายแล้ว
บางโฆษณาไม่ได้เพื่อทำให้เกิดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ แต่ส่งผลให้รู้สึกอยากเป็นอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดการฝังค่านิยมอื่นๆ ตามมา
นอกจากนี้ โฆษณาจะมีพลังเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนสังคมได้เลย ถ้าไม่มีการควบคุม ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐว่าจะต้องคุ้มครองโฆษณาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีของเด็กที่ยังแยกแยะข้อมูลไม่ได้
โฆษณาที่มุ่งต่อเด็กต้องมีกติกาที่ชัดเจน และต้องมีการศึกษาเฝ้าระวังผลกระทบต่อเด็กอย่างต่อเนื่อง รัฐต้องติดตามรูปแบบการโฆษณาที่ทรงพลัง และคอยมีมาตรการออกมาคุ้มครองเรื่อยๆ
ท้ายสุด แพทย์หญิงพรรณพิมล  หล่อตระกูล  ได้ฝากถึงทุกๆ ท่านว่า ต้องลดการเห็นโฆษณาในเด็ก โดยเฉพาะในอายุที่สำคัญคือก่อน 8 ขวบ และหากเด็กได้ดูโฆษณาต้องให้เด็กรู้ว่าทั้งหมดที่เด็กเห็น คือ โฆษณา รวมทั้งต้องไม่ซื้อของให้เด็ก และให้ตนเองตามโฆษณา อีกทั้งฝากถึงรัฐว่าโฆษณาในแต่ละชั่วโมงนั้นให้ลดลงเหลือ 10 นาทีได้หรือไม่ ขอเวลาสำหรับเด็กเล็กให้ปลอดโฆษณาบ้าง

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในต่างประเทศมีรายการสามประเภทที่ห้ามมีโฆษณา เลย คือ รายการข่าว รายการสารคดี ความรู้ รายการศาสนา เนื่องจากหากมีโฆษณาเข้ามาในรายการเหล่านี้จะส่งผลต่อความคิดความเชื่อของคนในสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
ศาสตร์ทางด้านโฆษณามีความเชื่อมโยงกับสื่อ และสังคมทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศหรือสังคมที่มีระบอบเสรีประชาธิปไตย และมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก็จะพบการปรากฏการณ์แบบนี้โดยทั่วไป ซึ่งความเข้มงวดจะมากน้อยและแตกต่างกันในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับการควบคุมในสังคม
หากความเหมาะสมและกติกาถูกละเมิดไปแล้ว กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้ว หมายถึงคนในวงการโฆษณาถ้าใช้เสรีภาพเกินขอบเขตความรับผิดชอบในงานที่ทำ จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิ การยัดเยียดในสิ่งที่ผู้ผลิตใส่ลงไปในสังคม เป็นการสร้างมลพิษทางสังคม
สื่อมีหลายประเภท แต่ในประเด็นนี้จะเจาะจงไปที่สื่อโทรทัศน์ ซึ่งในวงการสื่อในแต่ละปี สื่อทุกชนิดมีเงินโฆษณาลงไปประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาท จะเห็นว่าในระบบทุนนิยมมีการกระตุ้นการบริโภคกับทุกคนให้จับจ่ายใช้สอย ให้ใช้สินค้าและบริการผ่านสื่อหลายๆ ชนิด
ในวงการโทรทัศน์ มีเม็ดเงินค่าโฆษณาหลายแสนบาท จึงเป็นที่มาว่า การโฆษณา และระบบการสร้างความบันเทิง ให้ความรู้สาระแก่ผู้ชมถูกผูกติดเข้าไปแล้ว และกติกาเดิมที่บอกว่าต้องแยกออกจากกัน มีช่วงเวลาที่ชัดเจนย่อมถูกละเมิดไปเรื่อยๆ จึงเป็นปัญหา
หัวใจของการโฆษณาคือ ความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องตีความว่า คือ ผู้สอนต้องปลูกฝังจรรยาบรรณ และจริยธรรม นักศึกษาที่ออกไปปฏิบัติก็ต้องมีภูมิคุ้มกันอีกแบบหนึ่งเมื่อไปอยู่ในระบบทุนนิยมในสังคม
ผู้ค้าที่ต้องการกระตุ้นผลกำไร จึงเป็นจุดทดสอบว่าความคิดสร้างสรรค์ที่บ่มเพาะกันในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อออกไปสู่สนามจริงจะเอาไปใช้อย่างไร เป็นการสร้างสรรค์ในเชิงบวก หรือเชิงลบ
คณะนิเทศศาสตร์ หรือผู้ผลิตสื่อมีการให้ความสำคัญจุดหนึ่ง คือ เสียงตอบรับจากผู้ชม หรือผู้รับสาร งานหลายๆ ชิ้นได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้วว่างานที่ยัดเยียดมากเกินไปจะสร้างความหงุดหงิดน่ารำคาญ หรือเป็นปฏิกิริยาที่เป็นลบตอบกลับนั้น ถ้าผู้ส่งสารได้ทราบ จะต้องตระหนักด้วยตนเองแล้วว่าเป็นการยื่นสิ่งที่เป็นพิษออกไปสู่สังคม
การสื่อสารทุกชนิดจะต้องมีเสียงตอบรับกลับมา ซึ่งเรียกว่า Feedback เช่นเดียวกัน กล่าวคือ นักโฆษณา เมื่อทราบว่าผู้ชมไม่ชอบงานที่ผลิตออกไป จะเป็นตัวบอกที่ชัดเจนว่า ไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุง นี่คือภาพกว้างในมุมของนิเทศศาสตร์
ประมาณปี พ.ศ. 2548-2549 มีนักศึกษาทำวิจัยระดับปริญญาโท ซึ่งสนใจศึกษาเรื่องโฆษณาแฝง  ลักษณะการเก็บข้อมูล คือ ดูเทปตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2548 – 2549  ดูละครซิทคอม และสัมภาษณ์ทีมงานผลิตรายการรวมทั้งสัมภาษณ์ผู้ชมรายการ
ผลการศึกษาพบว่า ในเนื้อหารายการพบโฆษณาแฝงจำนวนมาก
ซึ่งในการผลิตรายการของบริษัทผลิตรายการนั้น พบว่ามีการวางแผนการทำงาน ที่จะมีการบรรจุโฆษณาแฝงไว้ในรายการตั้งแต่เริ่มต้น ทางบริษัทจะรู้ว่าจะต้องผลิตรายการ หรือละครแนวใด จะต้องวนเวียนกับตัวละครและโครงเรื่องลักษณะใด เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใด สินค้าที่จะเข้าไปได้จะมียี่ห้อใดบ้าง ทำให้รายการสามารถหยิบประเด็นนี้ไปทาบทามเอเจนซี่โฆษณาต่างๆ ซึ่งจะมีการเจรจา และนำมาผูกเข้ากับบท และจะมีการเจรจากันว่าจะบรรจุโฆษณาแฝงเหล่านั้นในส่วนใด นับว่าเป็นตัวกระตุ้นจากปัจจัยเชิงพาณิชย์ เข้ามาก่อนความคิดสร้างสรรค์
ในกรอบใหญ่ของสังคมในระบบทุนนิยม มีตัวกดดันทางกลไกการตลาด แต่เมื่อเข้ามากเกินไปรุกล้ำไปในสิ่งที่ดีงามย่อมต้องมีการปรับ ในประเทศไทยเริ่มมีเข้ามาเมื่อประมาณ 10 ปี แต่ต่างประเทศประมาณ 20-30 ปี โดยเริ่มจากภาพยนตร์ก่อน และโทรทัศน์ตามมาทีหลัง โดยมีแรงผลักดันมาจากสปอนเซอร์ รวมทั้งผู้ประกอบการสื่อที่เดินนำหน้าไปก่อน แต่สังคมจะต้องกระตุกกลับมาว่าไม่เหมาะไม่ควร
เราจะปล่อยให้โฆษณาแฝงเป็นโฆษณาที่ฝังอยู่ในรายการหรือไม่ หรือจะเลือกที่จะฝังโฆษณาแฝงให้ออกไปจากตรงนี้

อาจารย์นงเยาว์ รักพ่วง
จากโฆษณาตรงและแฝงก่อให้เกิดปัญหา เนื่องจากเด็กยังไม่เท่าทันผู้ใหญ่ ประเด็นปัญหาจะพบว่าเป็นความฟุ้งเฟ้อ เด็กสมัยนี้มีค่านิยมฟุ้งเฟ้อ เช่น เด็กประถม จะเป็นการรับประทานอาหาร เช่น ให้ผู้ปกครองซื้อไก่ผู้พัน (KFC)  มาเลี้ยงเพื่อนๆ ถ้าไม่ใช่จะไม่ยอม เพราะเด็กไปบอกเพื่อนๆ ไว้แล้ว ถ้าไม่ได้เด็กจะมีการประท้วงบ้าง
ผลกระทบโดยตรงของเด็กมัธยม คือการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งโรงเรียนอยากให้เด็กพกพาโทรศัพท์ เพื่อการติดต่อระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง แต่กลับพบว่าเด็กสมัยนี้จะไม่พอใจโทรศัพท์แค่รับได้และโทรออก ต้องถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดิโอได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ปกครอง ผู้ปกครองเองก็มีสองกลุ่ม คือ
•    กลุ่มที่มีกำลังซื้อ ซึ่งแม้จะมีกำลังซื้อ แต่เด็กเป็นเยาวชน ยังไม่รู้จักการใช้อย่างไรไม่ให้เป็นอันตราย และไม่ให้สูญหาย บางครั้งอาจจะเสียหายถึงขั้นพ่อแม่ต้องสูญเสียลูก
•    กลุ่มที่ไม่มีกำลังซื้อ กลุ่มนี้จะยากคือ ต้องให้โรงเรียนคุยกับเด็กว่าจะทำอย่างไร ซึ่งความต้องการของเด็กมีมาก แม้เด็กจะเชื่อฟังครูแต่ก็เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งผู้ปกครองจะเป็นกลไกสำคัญ
นอกจากนี้จะพบว่า เด็กไทยในปัจจุบันจะชอบหลบ ไม่ยอมไปโรงเรียนถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ส่วนนักเรียนชายจะไม่อยู่ในกลุ่มโทรศัพท์ แต่จะเป็นติดเกม เด็กมีข้อต่อรองสูงถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
เด็กวัยมัธยมจะติดเพื่อน ซึ่งหากเพื่อนมีสิ่งใดตนเองก็จะต้องมีเพื่อให้เท่าเทียมกัน บางครั้งได้คุยถ่ายรูปส่งต่อกัน ซึ่งในประเด็นเหล่านี้จะต้องมีการชี้แจง แต่บางรายที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้เด็ก จะเป็นจุดอันตราย เพราะเด็กอาจจะหลุดจากการเป็นนักเรียน โดยทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งโทรศัพท์ หรือความต้องการนั้นๆ
จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ผลิตสื่อโฆษณาต่างๆ อยากให้มีคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นผลกระทบต่อเยาวชน เนื่องจากทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่คุณธรรมลดลง เห็นประโยชน์ส่วนตนมากขึ้น

คุณจิราภรณ์  กมลรังสรรค์
เยาวชนเป็นกลุ่มที่มีเวลาดูโฆษณามากที่สุด และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
ในมุมมองของเยาวชน มองว่าปัจจุบัน เยาวชนน้อยนักที่จะตื่นตัว และยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งเรื่องแฝงจะเป็นอันตรายมากกว่าเรื่องที่เข้ามาตรงตัว และเมื่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ ทุกวัน จะซึมซับไปได้โดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ยังพบว่าโฆษณาแฝงยังแฝงเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือ เช่น การส่งข้อความของสถานบริการฟิตเนสของ California ที่จะแจ้งว่าได้รับโชคในการใช้บริการฟรี 1 สัปดาห์ ซึ่งในการเข้าไปตามเงื่อนไข จะต้องให้หมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนๆ เพิ่มเติม และจะได้รับการพาชมสถานที่เพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้ใช้บริการ
การโฆษณาสินค้าทางอินเตอร์เน็ต จาก pop up ซึ่งจะทำให้เยาวชนที่สนใจเข้าไปดู และสั่งซื้อสินค้าเหล่านั้นได้
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเยาวชน หรือเพื่อนๆ ได้มีการพูดคุยกันเรื่องโฆษณาแฝงบ้าง ว่าคิดอย่างไร ซึ่งจากการพูดคุยพบว่า โฆษณาทำให้
•    กระตุ้นให้รู้สึกอยาก
•    กระตุ้นให้ซื้อ
ซึ่งสองอย่างนี้จะเป็นส่วนกระตุ้น เช่น ต้องดื่มเหล้า เพราะดื่มไปแล้วจะเหมือนนางเอกในภาพยนตร์รถไฟฟ้ามาหานะเธอที่จะได้เจอพระเอกคือ เคน ธีรเดช
ในมุมมองของเยาวชน ฝากถึงผู้ผลิตโฆษณาว่า แม้ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎหมายในการควบคุมโฆษณาแฝง แต่สิ่งที่จะทำได้คือ ต้องมีจรรยาบรรณต่อผู้บริโภค
และกลุ่มเป้าหมายคือเยาวชน จะทำอย่างไรให้เยาวชนรู้ว่า เป็นโฆษณาแฝง ต้องรู้เท่าทัน ไม่ให้รู้สึกเคยชิน ซึ่งหากปล่อยให้เกิดความเคยชินไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นวิถีชีวิต จะทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะรณรงค์เพียงใด ก็ไม่เป็นผล เพราะเขาจะรู้สึกว่าเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว
สุดท้าย เวทีเสวนา จะเป็นเวทีหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ได้มีการเรียนรู้ร่วมกัน ถ้าออกไปจากห้องประชุมแล้วเยาวชนได้รวมกลุ่มกันตั้งคำถาม ก็จะเป็นผลที่ดีที่จะแก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 25 ปีก่อนหน้านี้ สคบ. มีความพยายามจะออกประกาศร่างควบคุมโฆษณาแฝงที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ถ้าโฆษณาเกินชั่วโมงละ 20 นาที ถือว่าก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ท้ายที่สุดกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 แค่ UBC ขึ้นโพส 1 วินาทีถือว่า UBC ทำการโฆษณา และผิดกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งบอกว่าโฆษณาแฝงที่ขึ้นมาในรายการไม่นับว่าเป็นเวลาโฆษณา แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะกำหนดบอกว่าอะไรนับหรือไม่นับใน 12 นาที
ปัจจุบัน สคบ. จะดำเนินรอยตามอดีต คือ ร่างฯ ฉบับนี้ที่ว่า โฆษณาแฝงใดๆ ก็ตามในรายการโทรทัศน์ ไม่นับรวมใน 12 นาที นั้น สคบ. จะเดินทางผิดเหมือนกรมประชาสัมพันธ์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ซึ่งเหล่านี้ คือ ประสบการณ์ของหน่วยงานรัฐในประเทศไทยที่ไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาด

แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล
พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องดูความสามารถของเด็กที่จะรับรู้และแยกแยะได้ เป็นสิ่งที่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทำให้เขาเข้าใจตัวโฆษณาว่า เขาจะเข้าใจอย่างไร แยกแยะ และรับรู้โฆษณาอย่างไร รวมถึงคุณครูที่จะช่วยให้เด็กเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ตามวัยของเขา
ทัศนคติ และผลต่อพฤติกรรม คือ ความอยากได้ เราจะเห็นว่าความอยากซื้อ และความอยากได้  เป้าหมายที่ดูแลลูก และกำกับได้คือ ความอยากซื้อ ซื้อได้หรือซื้อไม่ได้ แต่สิ่งที่เดินทางไปพร้อมๆ กันคือ ความอยากได้ ซึ่งไม่ลดลงเลย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีแต่เพิ่มขึ้นตามวัย มีเงื่อนไขหลายตัว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกต่อตัวสินค้า แต่อยากได้หลายอย่างในชีวิตที่แฝงเข้ามา เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องดูเป็นอย่างยิ่ง และต้องเรียกร้องกลไกที่เข้ามาดูว่าอย่าให้มาก ให้ทรงพลังไม่ได้ ต้องมีคนกำกับ ให้สมน้ำสมเนื้อกัน

เวทีแลกเปลี่ยน
คุณโกวิท โพธิสาร    Media Monitor
สอบถาม ผศ.ดร. อัศวิน  เนตรโพธิ์แก้ว ว่า หากท่านได้รับมอบหมายให้ทำรายการ 1 ชั่วโมง โดยต้องหาโฆษณาด้วย เพื่อนำรายได้ไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับทีมงาน ซึ่งสินค้าขอให้มีโฆษณาแฝงในรายการด้วย ท่านจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร และร่างฯ ที่ สคบ. พยายามผลักดันนี้ ท่านมีความคิดเห็นต่อร่างฉบับนี้

ผศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
โครงการในอนาคตปีหน้าจะมีโอกาสร่วมมือกับบริษัทสื่อเพื่อทำรายการ แต่เบื้องต้นจะไม่รับโฆษณาแฝงใดๆ ทั้งสิ้น ในแง่การทำงาน ตัวทุนในการผลิต จะมาจากช่องทางอื่น จะไม่ยอมให้กลไกการตลาดเข้ามารุกล้ำในสถาบันการศึกษา ถ้ามีผู้อุปถัมภ์รายการแสดงความเจตจำนงเช่นนี้ก็คงปฏิเสธและไม่ร่วมงาน
ความคิดเห็นต่อประเด็นร่างฯ
ร่างฯ ทั้ง 10 ข้อ เห็นว่าจุดสำคัญอยู่ที่ข้อ 5 6 7 และ 8 ที่ว่า การกล่าวถึงสปอนเซอร์โดยไม่พูดสรรพคุณไม่นับ ซึ่งมีข้อสงสัยว่า ในรายการจะพูดตลอดเวลาจะได้หรือ เพราะฉะนั้นการเขียนต้องครอบคลุมมากกว่านี้
วีทีอาร์ ซึ่งคือโฆษณาจริงๆ เพียงแค่ตัดให้เหลือสั้นลงนิดหน่อย การอนุญาตประเด็นนี้ยังไม่เหมาะสม น่าจะต้องรัดกุมมากกว่านี้
ยังมีประเด็นที่ยังไม่พบในร่างฯ  คือ การวางสินค้า ป้าย และให้ผู้ดำเนินรายการนำสินค้ามาใช้ในการดำเนินรายการซึ่งเรื่องยังไม่มีการกล่าวถึง
ส่วนประเด็นที่พอรับได้คือข้อ 8 เรื่อง logo แต่ข้อ 6-7 และข้อความที่ยังไม่ปรากฏต้องแก้ไขเพิ่มเติม


ดร.สมเดช  รุ่งศรีสวัสดิ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มรภ.
สวนสุนันทา
โฆษณาไม่ได้เลวร้ายอย่างเดียว โฆษณาดีๆ ในเชิงสร้างสรรค์ก็มี แต่การแฝงโฆษณาบางทีขึ้นอยู่กับศิลปะในการนำเสนอว่าจะทำอย่างไรให้แฝงและเนียน แต่ถ้าเยอะเกินไป ก็จะทุเรศเกิน ไม่ควรสนับสนุน แต่ในประเด็นที่โฆษณาแฝงยังไม่สามารถสื่อให้รู้ได้ว่าคือโฆษณา นั่นแสดงว่าการโฆษณาไม่เป็นผล ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังไม่สำคัญเท่ากับพลังของประชาชน ผู้บริโภค และเครือข่ายในการที่จะรณรงค์ และช่วยกัน แต่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นเรื่องร่างฯ นี้ กล่าวได้ว่า รับร่างฯ นี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการทำสิ่งผิดกฎหมายให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย ต้องไม่รับ เพราะเป็นการออกกฎหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน
ส่วนโฆษณาที่แฝงนั้น ต้องมีการตักเตือน มีมาตรการในการดำเนินการ ประชาชนต้องไปต่อต้าน และสิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และเป็นพลังเข้มแข็งในการป้องกันตัวเอง

คุณชาญไชย  วิกรวงษ์วนิช รองประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังฯ
1. การดูโฆษณาแฝงแบบผ่านๆ โดยไม่สนใจ มีผลกระทบกับการชมหรือไม่
2. การโฆษณาแฝงเท่าที่พบในโทรทัศน์ของหน่วยงาน เช่น ป้ายรณรงค์ของ สสส. ถือว่าเป็นโฆษณาแฝงหรือไม่ ถ้าใช่ แล้วกฎหมายที่ออกมา จะทำให้โฆษณาดีๆ หลุดออกไปด้วย ร่างที่ออกมาต้องมีการระบุหรือไม่ว่าโฆษณาที่เป็นประโยชน์สามารถออกได้
3. ร่างฯ จะเริ่มมีการผลักดันให้มีผลเกิดขึ้น แต่เมื่อสังคมมองว่าร่างฯ ไม่สมบูรณ์ สังคมควรดำเนินการอย่างไรเพื่อยับยั้งร่างฯ นี้ไม่ให้มีผลบังคับใช้

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ

โฆษณาของ สสส. หรือองค์กรภาครัฐที่รณรงค์ภาคประชาสังคม ตามกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า โฆษณาคือการกระทำใดๆ ก็ตามที่ทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพราะฉะนั้นโฆษณาของรัฐ หรือขององค์กรเพื่อสังคมไม่ถือว่าเป็นโฆษณาอยู่แล้ว
ส่วนข้อ 10 CSR ซึ่งเป็นผลทางธุรกิจ ซึ่งจะมีการใส่เข้ามาว่าสามารถทำได้และไม่นับว่าเป็นโฆษณา



คุณกิตติศักดิ์ วงศ์รัศมี  ครอบครัวอาสาเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังฯ
กฎหมายเกี่ยวกับโฆษณามีอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีการแฝงโฆษณาไม่ควรมีอยู่ วิธีการบัญญัติศัพท์ดูเหมือนกันว่าจะฟอกผิดเป็นถูก เช่นละครที่มีการใช้รถเบนซ์ เพื่อแสดงฐานะโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ ถือว่ารับได้ แต่ถ้ามีการรับเงิน ถือว่าเป็นการแฝงโฆษณา ส่วนภาพยนตร์ถ้าจะแฝงก็แฝงได้ แต่ฟรีทีวีต้องขอ และผู้ปกครองสามารถควบคุมการซื้อได้ แต่ควบคุมการอยากไม่ได้

คุณนิเวศฯ จากสถานีวิทยุชุมชนนนทบุรี
สื่อวิทยุชุมชนเป็นสื่อที่ไม่มีโฆษณา เนื่องจากจะไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเงิน เป็นรูปแบบการทำสารคดี และให้ความรู้กับชุมชน และได้รับการตอบรับจากชุมชนมากพอสมควร
ต้องการให้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่วิทยุชุมชน เพื่อขยายเครือข่าย และเฝ้าระวังโดยการใช้ความรู้ที่มี และมีความเห็นว่าโฆษณาแฝงนี้ จะทำอย่างไรจะอยู่ร่วมกันได้ เช่น เรื่อง CSR จะต้องทำอย่างไร ต้องเป็นเครือข่ายกับเราหรือไม่เพื่อสร้างสรรค์สังคม และอยู่ร่วมกันด้วยดี
คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ
ได้ทำการวิจัยเล็กๆ ในเวทีเสวนา โดยสอบถามว่า นักศึกษาคนใดรับได้และรับไม่ได้กับโฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ ซึ่งนักศึกษาบางคนได้ให้ความเห็นว่า
•    ยอมรับได้ เพราะสามารถแยกแยะได้ รับความบันเทิงเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ คุณธาม  เชื้อสถาปนศิริ  ให้ความเห็นต่อไปว่า นักศึกษาภาควิชาโฆษณาส่วนใหญ่บอกว่ารับได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาที่เรียนอยู่แล้ว
แต่ยังพบว่ามีรายการข่าวบางรายการที่มีการแจ้งต่อเจ้าของผลิตภัณฑ์ว่าถ้าพูดเรื่องสินค้าให้จ่ายสองล้านบาท โดยไม่มีใบเสร็จ ซึ่งเงินจำนวนนั้นจะเข้ากระเป๋าใครบ้างก็ไม่สามารถทราบได้ ในประเด็นนี้หากเรามองเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็จะเป็นการส่งเสริมให้มีการคอรัปชั่นเกิดขึ้นมาได้
หรือการแสดงที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เดิมอาจดื่มเป็นปกติ เพราะนักแสดงก็มีพฤติกรรมดื่มอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันอาจมีการเรียกค่าใช้จ่ายจากการดื่มเบียร์ในละครได้


ห้องประชุม 5724 คณะวิทยาการจัดการ อาคาร 57
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
8 ธันวาคม 2552
จัดโดย เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เครือข่ายขับเคลื่อนองค์กรผู้บริโภคด้านสื่อ
สนับสนุน โดยแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)