“สิทธิผู้บริโภคสื่อกับแนวทางการแก้ไขและการเรียกร้อง”
คุณเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน(สสย.) กล่าวชี้แจงที่มาวัตถุประสงค์ของโครงการ
คุณเข็มพร วิรุณราพันธ์ การเล็งเห็นความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคเกิดจากการรวมตัวกันของหลายเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายนักวิชาชีพด้านสื่อ คงทราบกันว่าสื่อปรากฏตัวขึ้นกันในทุกๆชั่วโมงของวัน เราซึ่งเป็นผู้รับสื่อบางครั้งก็ไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ว่าสื่อกำลังส่งสารอะไรมาถึงเรา หรือให้การเรียนรู้อะไรกับเด็กเยาวชนและครอบครัว เราอาจเท่าทันเทคโนโลยีการใช้สื่อเหล่านั้น แต่สำหรับตัวเนื้อหากระบวนการส่งสารสื่อสาร ธุรกิจ การตลาด การโฆษณาเราก็อาจจะยังไม่เข้าใจความซับซ้อน แม้แต่เรื่องเทคโนโลยีเองก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ในขณะที่เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ เด็กและเยาวชนอยู่ในโลกของเทคโนโลยี มีการเข้าถึงสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ จึงเป็นที่มาของกลุ่มเด็ก เยาวชน กลุ่มครอบครัว ได้ตระหนักที่จะปกป้องเยาวชนลูกหลานให้อยู่ในโลกของการสื่อสารได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน เท่าทัน และสามารถใช้สื่อมาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ครั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการที่จะต่อต้าน คัดค้านหรือประท้วง แต่ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองก็มีสิทธิร่วมกันพัฒนาสังคมให้เกิดความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลง สื่อจะเป็นเครื่องมือของสังคมที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา หลายคนบอกว่าสื่อเป็นสถาบันการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นก็อยากจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ พัฒนา ของเด็ก ครอบครัวและสังคม พวกเรามีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้สื่อดีขึ้น หากย้อนกลับไปดูในแง่ของเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าไปมาก แต่เราเองยังไม่มีพลังในการผลักดันรวมกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดข้อเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงได้ จึงอยากเห็นการรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรและมีสถานะภาพในด้านกฎหมายด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็มิได้มีการพูดถึงเรื่องสิทธิของผู้บริโภคด้านสื่อ หรือมีการพูดกันน้อยมาก จึงอยากเห็นกลุ่มเด็กเป็นแกนกลางหลักของผู้ที่ได้รับสื่อได้รับการปกป้องคุ้มครองรวมถึงครอบครัวเองซึ่งเป็นผู้แวดล้อมเด็กและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสื่อด้วย
วัตถุประสงค์ของเวทีนี้คงมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาทางออกร่วมกันถึงเรื่องสิทธิผู้บริโภคสื่อ และได้มีการตระหนักมากแค่ไหนในแง่ของกฎหมายและสิทธิของพลเมือง แนวทางที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองมีทางไหนบ้าง และที่สำคัญที่สุดจะมีการเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงรวมกลุ่มรวมพลังให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
ช่วงต่อไปเป็นเวทีเสวนา เป็นการคุยบนพื้นฐานด้วยมุมมองที่มองเห็นว่าสื่อเป็นเพื่อนเรา ทุกแขนงทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ เปิดประเด็นให้มองเห็น 2 ส่วน คือ เมื่อเจอปัญหาจริงบนสภาพจริง โลกของไอทีเข้ามาใกล้ตัวเจอปัญหาอะไรบ้าง ส่วนที่สองคือแล้วปัญหาที่พบจะจัดการอย่างไร วิทยากรประกอบด้วย
1. ตัวแทนเยาวชนผู้บริโภค นางสาวทิชา คงสุทธิ์
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ม.ราชภัฏสวนสุนันทา
2. มุมมองผู้บริโภคเชิงเศรษฐศาสตร์ นายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ
นักศึกษาปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. สิทธิที่ผู้บริโภคควรรู้ อาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์
อ.ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล
4. การดำเนินงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
ผอ.สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคใน กิจการโทรคมนาคม ( สบท. )
5. ภาพรวมเชิงนโยบายและการเชื่อมต่อกันทำงานอย่างเป็นระบบ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
กรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์/กรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ
เริ่มแรกนางสาวทิชา คงสุทธิ์ ได้เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่พบเจอเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกส่งผ่านสื่อ พูดถึงเรื่องมือถือกับข้อความ ต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ก็ว่าได้ วัยรุ่นเป็นวัยที่ค่อนข้างติดโทรศัพท์มือถือ ทำให้เรื่อง SMS เข้ามาในชีวิตได้ง่ายมาก และส่วนมากจะได้รับข้อความที่ให้ดาวน์โหลดต่างๆทุกวัน จนทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญและเสียเวลามากเพราะในแต่ละวันจะต้องมานั่งลบข้อความที่ไม่พึงประสงค์ และข้อความที่ได้รับเป็นเรื่อง การดาวน์โหลดคลิป และมีหัวเรื่องที่ไม่เหมาะสม
SMS เป็นสื่อที่ค่อนข้างจะมุ่งเน้นถึงการส่งให้กับผู้รับจำนวนมาก โดยไม่ได้กำหนดช่วงอายุที่ส่งข้อความนั้นๆ และหากข้อความเหล่านี้ถูกส่งไปยังน้องๆที่มีอายุน้อยๆ ซึ่งเป็นวัยอยากรู้อยากเห็นก็โหลดคลิปต่างๆส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ อีกส่วนคือ การได้รับข้อมูลทางอีเมล์ ในเรื่องของการสมัคร Part time และเมล์การลดความอ้วน โดยหัวข้ออีเมล์จะมีลักษณะที่หวือหวามาก เช่น ต่ำกว่า 18+ ห้ามเข้า , โอ๊ ซื๊ด มันยอดมาก เป็นต้น ถือเป็นการใช้ข้อความที่เกินจริงอย่างมาก ที่สำคัญคือในหนึ่งวันได้รับข้อมูลเป็นสิบครั้ง สร้างความรำคาญเป็นอย่างมาก ทำให้เมล์ข้อมูลที่มีความสำคัญถูกดันให้ไปอยู่ในหน้าสอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกประเด็นคือ คือ เพื่อนได้รับ SMS ว่า “คุณได้เซียมซีหมายเลข 23 ก็ส่งตามเบอร์บอกโดยไม่ได้ระบุว่าจำนวนเท่าไร” ปรากฏว่า มีข้อความส่งมาให้ครั้งละ 3 บาท แต่วันหนึ่งส่งมา 10 รอบ ผลที่ตามมาคือ สูญเสียเงินจำนวนมาก จึงแก้ปัญหาโดยการโทรยกเลิกกับเครือข่ายผู้ให้บริการ และให้รอดำเนินการสองวัน แต่หลังจากนั้นก็มีข้อความลักษณะแบบนี้ส่งกลับมาอีก
ข้อเสนอ อยากให้มีองค์กรที่ดูแลเรื่องสื่อโดยตรง เกิดจากความร่วมมือหลายๆฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้ให้บริการ ภาคประชาชน และอยากทราบว่าทางเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์ทราบหรือไม่เกี่ยวกับการส่งข้อความลักษณะนี้ มีมาตรการป้องกันอย่างไร
นางสาวทิชากล่าวต่อว่า เคยได้รับทราบข้อมูลว่า มีการร่วมมือกันกับทางเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าจะป้องกัน SMS กวนใจ แต่ปัญหาก็ยังพบอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนในฐานะมุมมองผู้บริโภคเชิงเศรษฐศาสตร์ นายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ กล่าวว่า ในฐานะของผู้บริโภค ถ้าได้รับข้อมูลการส่ง SMS มาทุกวัน เกิดมีการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยขึ้นจะหยุดอยู่ที่ตรงไหน ในต่างประเทศบางกรณีค่าชดเชยมากถึง SMS ละหนึ่งร้อยเหรียญ
คำถาม เท่าไรถึงเหมาะสม? เท่าไรถึงไม่มากจนเกินไปที่จะไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการ?
ในหลายกรณีผู้ให้บริการก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะเป็นการรบกวนผู้บริโภค ในเรื่องของอีเมล์นี้ต่างประเทศได้ให้ผู้บริการทาง Google ,yahoo ที่ทำ Gmail , hotmail เป็นต้น ให้ส่งเรื่องไปที่บริษัทเพื่อให้ทราบว่ามีอีเมล์ขยะอะไรบ้างและทำการบล็อกเมล์ขยะออก ผู้ให้บริการในหลายๆเบอร์ก็ได้พยายามอยู่ การพูดถึงค่าชดเชยที่เป็นธรรม จะต้องชดเชยให้กับผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากกรณี SMS เหล่านี้ ดังนั้น โครงการต้นทุนหรือโครงสร้างของผู้ใช้บริการ SMS ที่ได้รับผลกระทบ คือ
1. เกิดความรำคาญ กระทบคุณภาพชีวิต ในแง่ของความรู้สึก โดยเฉพาะเด็กหากได้รับสื่อที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้หลายๆครั้ง จะต้องมีสักครั้งที่เกิดความอยากรู้อยากลอง
2. ต้นทุนทางสังคม เช่น เมื่อเด็กเข้าไปโหลดดู เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ขาดคนชี้แนะ ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรได้รับการชดเชย
3. ค่าเสียโอกาสต่างๆ ในการนั่งลบข้อความ
4. ผู้ให้บริการเอาเบอร์ไปขาย โดยถูกขายให้กับบริษัทต่างๆที่ต้องการทำโฆษณา ควรมีการชดเชย ที่เรียกว่า Profit-Rich หรือ กำไรที่ได้จากการขาย ต้องมีการแบ่ง อาจอยู่ในรูปของค่าโทรศัพท์
5. ในกรณีที่ก่อให้เกิดความไม่พึงประสงค์ มีความจงใจ เช่น การล่อลวง หลอกลวง ควรปรับรูปแบบเป็นการทำโทษไม่ใช่การชดเชย อยู่ในโครงสร้างต้นทุนการชดเชยที่เป็นธรรมด้วย
6. ส่วนกรณีถ้าหากสมัครแล้วต้องการยกเลิกแล้วยกเลิกไม่ได้ ต้องเสียเงินไป 1-2เดือน การยกเลิกไม่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการให้มีการยกเลิกอย่างคล่องตัว ค่าบริการที่เกินมาจากวันที่แสดงเจตจำนงว่าจะเลิก ต้องถูกชดเชยในอัตราที่คูณอัตราดอกเบี้ยด้วย
เพราฉะนั้นการชดเชยที่เป็นธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ในระหว่างที่กลไกการป้องกันและคุ้มครองผู้ใช้บริการยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงในสังคมไทย อย่างไรก็ตามกระบวนการชดเชยที่เป็นธรรมผ่านการฟ้องร้องทางคดี อาจไม่มีความจำเป็นไปเสมอไป แต่สามารถเดินทางสายรองที่ประนีประนอมมากขึ้น เช่น มีการตกลงกับผู้ให้บริการได้ โดยทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งผู้ใช้บริการต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องใช้เวลาสร้างระบบขึ้นมาคุ้มครองผู้บริโภค ทางผู้ให้บริการก็ต้องเข้าใจว่า ระหว่างทางเกิดต้นทุน เกิดปัญหา จะหาจุดร่วมได้อย่างไร ในตลาดมีผู้ให้บริการน้อยราย หากมีผู้ให้บริการรายหนึ่งเห็นความสำคัญและจริงจังกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รายอื่นก็จะปฏิบัติตาม เพราะสภาพตลาดที่ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งขันกัน และลูกค้าก็จะหันมาใช้ในเครือข่ายนั้นๆ ทำให้รายอื่นต้องปรับกลยุทธ์ตามไปด้วย
ต่อจากนั้นพิธีกรได้โยงประเด็นต่อเนื่องในเรื่องการเรียกร้องค่าชดเชยได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีองค์กรมารองรับให้การดูแล ผู้ประกอบการควรมองเรื่องนี้เป็นโอกาสแล้วเปิดกับสื่อสาธารณะว่าจะให้ความร่วมมือในการจัดความสำคัญในเรื่องธุรกิจและการคำนึงถึงผู้บริโภค คือการทำธุรกิจแบบ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ถือได้ว่าเป็นผู้นำตลาด คำถามต่อมาคือ ฐานะคนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารมีสิทธิมากน้อยเพียงใด พิธีกรได้เรียนเชิญ อาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ กล่าวถึงสิทธิที่ผู้บริโภคควรรู้ ดังนี้
1. ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปอยู่ในส่วนของผู้ประกอบการเจ้าของบริษัทนั้นๆได้อย่างไร เรามีสิทธิแค่ไหนและมีกฎหมายออกมาหรือยังในการควบคุมดูแลผู้บริโภค
2. สิทธิที่ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอในการตัดสินใจเลือกสินค้า ปรากฏชัดในมาตราที่ 67 ของรัฐธรรมนูญไทย ในฐานะผู้บริโภคจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แท้จริงเพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่หากย้อนกลับไปดูสื่อเก่า เช่น สื่อทางโทรทัศน์เราไม่มีข้อมูลเพียงพอในการปรากฏของตัวของโฆษณาในเนื้อรายการ หรือโฆษณาแฝง ถือว่าเป็นการยัดเยียดตัวสินค้าให้กับผู้ชม ดังนั้นผู้ชมไม่มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกสินค้านั้นๆที่ปรากฏให้เห็นชัดในละครซิทคอม
3. สิทธิการได้รับข้อมูลที่เหมาะสมกับช่วงวัยหรือระบบเรตติ้ง ในประเทศไทยถูกพูดถึงน้อยมากจะมีเฉพาะเรตติ้งถึงกระนั้นก็ยังพูดไม่เป็นระบบ แต่ในต่างประเทศเมื่อพูดถึงเรตติ้งไม่มีเพียงเฉพาะสัญลักษณ์เท่านั้น แต่จะมาพร้อมกับเวลาและสถานที่
4. สิทธิการได้รับข้อมูลสื่อที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ประเทศไทยเป็นภาคีว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิเด็กที่ โดยประเทศไทยต้องมีสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยไทยจะต้องมาออกกฎหมายภายใน ซึ่งก็มีมติ ครม.ส่วนใหญ่โดยที่ไม่ใช้กฎหมาย
5. สิทธิในความเท่าเทียมทั่วถึงและเป็นธรรม มีการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน และต้องมีกระจายความรู้ในการใช้งานด้วย ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่ประกาศใน กทช.(สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)
6. สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการร้องเรียน เรียกร้อง คุ้มครอง ร่วมบริหารจัดการ กฎหมายไทยเริ่มมีบทบาทในสิทธินี้มากขึ้น เช่น ในทีวีไทยมีสภาผู้ชมซึ่งประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่จะเห็นเฉพาะในสื่อทางโทรทัศน์เท่านั้น
7. สิทธิในการยกเลิก ได้รับการชดเชย ค่าเยี่ยวยาความเสียหาย สิ่งนี้ได้รับการรองรับตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยจะใช้กัน เป็นเพราะว่าเวลาที่เราต่อสู้สิทธิของตัวเองไม่อยากทำเนื่องจากยุ่งยากและซับซ้อน
ต่อจากนั้นพิธีกรได้กล่าวเชิญ นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม(สบท.) ผู้ที่จะให้ข้อมูลในเรื่องของการการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวว่า โทรคมนาคม คือการสื่อสารระหว่างกัน ปัญหา ณ ปัจจุบันคือ SMS ถูกใช้แทนธุรกิจ ดังนั้นสื่อทาง SMS ถือว่าลุกล้ำความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก โดยSMS จะไม่มีการเตือนให้รู้ล่วงหน้า ส่งมาได้ตลอดเวลา ไม่มีการเตือนให้ทราบล่วงหน้า
ในข้อเสนอเชิงบวกที่ว่า ให้เครือข่ายผู้ให้บริการปฏิบัติต่อต้าน SMS ขยะและจะมีเครือข่ายอื่นๆปฏิบัติตามได้ แต่ข้อจำกัดคือ มีผู้ประกอบการน้อยรายและไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ความเป็นจริงผู้บริโภคส่วนหนึ่งไม่พอใจผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากคุณภาพการให้บริการแตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการรายใหญ่คิดค่าโทรเป็นนาที แต่ในรายเล็กคิดเป็นวินาที แต่ข้อเท็จจริงคือ คนส่วนใหญ่ต้องกลับมาใช้รายใหญ่เพราะมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า
กรณี SMS ในประเทศอังกฤษ ผู้ให้บริการทุกรายรวมตัวกันว่าจะต้องไม่ส่งเนื้อหาต่างๆไปยังเด็ก ถ้าหากไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเบอร์นั้นเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กห้ามส่ง SMS โดยเด็ดขาด ดังนั้นผู้บริโภคเองจะต้องทำให้ผู้ประกอบทั้งหมดมานั่งคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้ ปัญหาที่พบในประเทศไทยคือ เน้นเรื่องของกฎหมายมากกว่าเรื่องของจิตสำนึก มีกฎหมายมากแต่ไม่มีการบังคับใช้ แต่ก็มีความจำเป็นที่มีกฎหมายเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีทางกฎหมายของศาล อย่างไรก็ดี กฎหมายที่ดีคือกฎหมายที่มีการพิจารณาคดีผู้บริโภค ทุกคนสามารถไปฟ้องศาลได้
ในปัจจุบันมีโฆษณาที่ขึ้นอยู่หน้าเว็บเป็นจำนวนมาก เรื่องของไอคิวเท่าไร โดยให้ทายคำตอบจากคำถามจำนวน 10 ข้อ แล้วเมื่อถึงข้อสุดท้าย จะมีข้อความว่า อยากรู้คำตอบกรอกเลขมือถือ และเมื่อกรอกไปนั้น ก็จะมีข้อความแล้วส่งไปเพื่อวัดคะแนน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ การได้ข้อมูลตามที่ต้องการและการสมัครสมาชิกโดยค่าข้อความที่ส่งมาจะเสียข้อความละ 6 บาทในแต่ละวันจะถูกส่งมากกว่า 1 ข้อความ ข้อสังเกตคือมีส่วนที่บอกข้อมูลการให้บริการอยู่ด้านล่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ ถือเป็นการบอกข้อมูลไม่หมดและมีการชักจูงให้หลงเชื่อ จริงๆแล้วผู้บริโภคไทยเองก็ค่อนข้างที่จะมีการตื่นตัวน้อย โดยทางสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมได้ทำการสำรวจ จำนวน 38 จังหวัด จำนวน 8000 ครัวเรือน พบว่า
- มีผู้บริโภคที่เจอปัญหาทางด้านโทรคมนาคมประมาณ 60%
- มีผู้บริโภคที่ไม่เจอปัญหาทางด้านโทรคมนาคมประมาณ 40%
และในจำนวน 60% นี้มีคนร้องเรียนเพียง 2% เท่านั้น และในส่วนที่ร้องเรียนแล้วไม่แก้ปัญหาให้ พบว่า 88% บอกว่าพอแล้ว มีเพียง 12% เท่านั้นที่เรียกร้องสิทธิของตัวเอง นี้เป็นเหตุผลยืนยันถึงการทำธุรกิจแบบเดิมๆของผู้ประกอบการ ในสังคมหากนำกฎหมายเป็นตัวนำจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก เพราะว่าผู้รักษากฎหมายเองก็ไม่ทราบว่ามีกฎหมายนี้อยู่ด้วย
สิ่งที่ต้องการให้ทำคือ
1. ความรู้ทางกฎหมาย ประชาชนต้องรู้สิทธิ เนื่องจากคนรู้สิทธิจริงๆมีน้อยมาก
- 25% ไม่รู้สิทธิของตัวเองเลยสักข้อเดียว
- 46% รู้สิทธิน้อย
2. การสร้างผู้บริโภคให้มีการเรียกร้องสิทธิมากขึ้น โดยหากได้รับผลกระทบและมีการร้องเรียนมาทาง สบท.ก็สามารถทำให้ผู้ประกอบการนั้นๆยุติได้
พิธีกรกล่าวเชิญนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์/กรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ กล่าวในส่วนของมุมภาพรวมเชิงนโยบายและการเชื่อมต่อการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยนายวัลลภ กล่าวว่า เรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ให้กับตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้มีการตื่นตัวและไม่ละเลยหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยจุดแรกที่ต้องทราบคือ
- บริษัทนั้นๆได้แก่ บริษัทอะไรบ้าง เครือข่ายผู้ให้บริการได้แก่อะไรบ้าง มีรายได้เท่าไร และใครได้บ้าง ต้องรู้โจทย์ก่อน จึงจะทำให้ตอบสังคมได้ว่า นอกจากทำความรำคาญแล้วรายได้ที่ได้จากประชาชนต่อวัน ต่อเดือน เท่าไร แต่สิ่งที่เป็นหวังอย่างมากคือ เรื่องของภาพลักษณ์ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยหมายถึง การไม่รังแกสังคม ทำธุรกิจได้แต่ต้องไม่เอาเปรียบจนเกินไป
- วิธีการที่ไม่ส่งข้อความผู้ใหญ่ให้กับเด็ก ต้องมีสนธิสัญญาร่วมกันเป็นเงื่อนไขร่วมกันในเบื้องต้น ซึ่งจะต้องมีข้อกำหนดทางกฎหมายให้ชัดเจนว่าจะรับข้อมูลในส่วนนี้หรือไม่
- กลไกที่ดำเนินการช่วยในการร้องเรียน เช่น หน่วยงานของ สบท.ที่เป็นหน่วยในการร้องเรียน
- สคบ. มาอำนาจด้านไหนบ้าง
- ส่วนของหน่วยงานราชการ ตำรวจเกี่ยวข้องไหม คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติมีอำนาจไหม
- การเขียนจรรยาบรรณวิชาชีพเกี่ยวกับสื่อ ก็เป็นช่องทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา
- จำเป็นต้องมีเสียงร้องเรียนจากภาคประชาชนในส่วนของพลังผู้บริโภค เพื่อให้เกิดกระแสและการแก้ไข
สุดท้ายคือต้องเข้าสู่ การจัดระบบ สืบหาข้อมูล โดยต้องจัดลำดับการต่อสู้ ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องแรกโดยต้องได้รับการคุ้มครองในเบื้องต้น เรื่องของ SMS จำเป็นต้องมีการฟ้องคดีในหนึ่งคดี เพื่อให้เกิดตัวอย่าง โดยเมื่อมีการฟ้องร้องแล้วจะมีอำนาจยิ่งกว่ากฎหมาย เพราะรู้ว่า การห้องครั้งที่ 2 จะต้องชนะ โดยมีทีมในการฟ้องร้อง เพียงแต่การทำงานจะต้องแบ่งทีม เช่น ทีมการฟ้องร้องข้อมูล ทีมดำเนินคดี ทีมเสวนาในการเคลื่อนกำลัง ทีมวิเคราะห์กฎหมาย แต่ที่ต้องคำนึงถึงคือ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ได้รับผลกระทบมากกว่า เพื่อให้ทำงานได้ง่ายขึ้น
คุณโสภิต หวังวิวัฒนา ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า กลไกมีหลายแบบ การทำงานก็ต้องประกอบด้วยหลายส่วนเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่มีพลัง ช่วงต่อไปจะเป็นการเพิ่มเติมของวิทยากร
โดยมุมที่ฝากเพิ่มเติมของนายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ คือ จากภาคผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ ผู้ที่มีส่วนร่วมเรื่องนี้มีด้วยกัน 3 ส่วนได้แก่
- หน่วยงานกลาง ภาครัฐ ที่จะเป็นข้อต่อในการร้องเรียน กระบวนการที่จะช่วยในการกำกับดูแลจำเป็นต้องมีต้นทุน หากให้ผู้ร้องเรียนดำเนินการเองคงเป็นเรื่องที่ยาก
- ผู้ประกอบการ
- ผู้ร้องเรียน
กระบวนการชดเชยที่เป็นธรรมจะต้องมีค่ามากกว่าที่เสียไป เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการเริ่มหันมามองถึงสิทธิผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ในเชิงโครงสร้างจะต้องมีกติกา และมีกลุ่มคนที่พร้อมเข้ามาเรียกร้อง และสามารถเข้ามาช่วยตรวจสอบได้ โดยเป็นกลุ่มที่ช่วยคนส่วนใหญ่ได้
ทางด้านอาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ ได้เพิ่มเติมในส่วนของเอกสารประกอบ เป็นการรวบรวมประเด็นนำเอาปัญหาขึ้นมาก่อน ตั้งแต่เรื่องของการปราบปราม การคุ้มครอง และการส่งเสริม โดยเริ่มจากลักษณะของกฎหมายและนโยบาย เช่น ปัญหาในด้านการคุ้มครองข้อมูลเด็กในการใช้สื่อหรือคุ้มครองการนำเสนอข้อมูลของผู้ถูกกระทำ สิ่งที่ต้องคำนึงคือ
- มีการระบุชื่อกฎหมายองค์กร/นโยบายที่มีผู้รับผิดชอบ
- ปัญหาและอุปสรรคจากการใช้นโยบายนั้น
- มีข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการจัดทำข้อเสนอ
- ข้อเสนอแนะ
โดยสิ่งที่สำคัญคือการลำดับความสำคัญของสถานการณ์ปัญหาที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคสื่อ อันดับแรกที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อน ทางเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคสื่อต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ได้ ก็จะเกิดการเชื่อมต่อในการทำงานที่มีฐานข้อมูล
ส่วนทางด้านนายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ได้เสนอว่า ในด้านเนื้อหาลามกอนาจาร ยังมีเรื่องของการพนัน เช่น การส่งทายผลบอล เป็นข้อความเพียงไม่กี่บาทก็ทำให้เกิดแรงจูงใจในการส่ง ทั้งนี้กฎหมายมีอยู่แล้ว ควรทำการประสานงานกับเจ้าพนักงานท้องที่พรบ.การพนันทุกพื้นที่ เพราะในช่วงฟุตบอลโลกก็จะเกิดปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้น
นางสาวทิชา คงสุทธิ์ ได้เพิ่มในประเด็นเรื่องการการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม เช่น ลามากอนาจารของหัวข้อเรื่อง SMS จึงเสนอให้มีหน่วยงานเข้ามาควบคุมดูแล มีการจัดเรตติ้งการส่งข้อความ SMS เพราะหากผู้รับเป็นเด็กจะได้ไม่ส่งผลกระทบมาก อยากให้มาดูแลเรื่องของข้อความเนื้อหาที่อยู่ใน SMS ให้มีภาษาที่ไม่หวือหวา หากมีหน่วยงานเข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรงก็จะดี
ช่วงต่อไปคือการแลกเปลี่ยนสนทนา จากผู้เข้าร่วมเสวนา เริ่มจาก
นายโกวิท โพธิสาร จากมีเดียมอนิเตอร์ ได้เสนอแนะเพิ่มเติมในประเด็นเรื่อง SMS และอีเมล์ขยะที่ส่วนมากคือการให้สมัครหางาน จากที่เราได้สมัครหางานผ่านทางเว็บไซต์หางานแล้วจะต้องกรอกข้อมูลอย่างครบถ้วน ข้อมูลที่กรอกนี้จะถูกบริษัทที่หางานนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในการหาคนและอีกบางจำพวกคือ บริษัทที่ทำธุรกิจ SMS ขายตรงจะมีรหัสก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปทำการธุรกิจโดยจะทำการส่งอีเมล์หรือ ส่ง SMS ไปหาภายใต้การควบคุมเว็บเดียว
นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลที่มีการซื้อขายในตลาด ณ ปัจจุบัน มีมากกว่า 30 ล้านรายชื่อ ประมาณครึ่งประเทศ วิธีการคือบริษัทได้ข้อมูลส่วนตัวของเรามาจากหลายแหล่ง เช่น จากการสมัครงานผ่านเว็บไซต์, การกรอข้อมูลลงทะเบียนตามงานต่างๆ การหย่อนนามบัตรตามงานต่างๆ เหล่านี้จะถูกบันทึกเป็นฐานข้อมูล โดยสมาคมนักการตลาดจะแบบเป็น 2 ส่วน คือ การทำรายชื่อขึ้นมา กับ การได้ข้อมูลและนำไปขายทุกแหล่ง ถึงแม้แต่ธนาคารก็มีการให้บริษัทอื่นเช่าใช้ฐานข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ต่อจากนั้นอาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ ได้กล่าวเพิ่มเติมต่อจากประเด็นนายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ว่า ขณะนี้มีร่างที่ดูแลเรื่องของการกำกับดูแลคุ้มครองผู้บริโภคข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเรา เป็นร่างประกาศคุ้มครองส่วนบุคคลที่ถูกดำเนินการโดยภาครัฐ เช่น การเสียภาษีออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ระบบยังไม่เรียบร้อย ฐานข้อมูลถูกนำไปใช้โดยที่เราไม่รู้ ถูกกระจายไปยังผู้ประกอบการรายอื่น โดยที่พบมากคือการโทรศัพท์มาขายของ ซึ่งจะมาเรื่อยๆและมาจากหลายบริษัท
ตอนนี้ประไทยเองยังประสบปัญหาในหลายเรื่อง คือ
- ตัวกฎหมายพื้นฐานทั่วไปยังไม่พอ เช่น ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายที่พูดถึงเรื่องการควบคุมเวลาในการเข้าใช้สื่อบางประเภท
- เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิทธิโดยเด็ดขาดของผู้รับผิดชอบนั้นๆ เช่น กทช. เป็นต้น
- การมีส่วนร่วมของประชาชนที่สามารถเข้าไปร่วมบังคับใช้กฎหมายในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสื่อต่างๆ วิธีการเข้าไปได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีจุดเกาะเกี่ยว
- กรณีที่รู้ว่าปัญหาคืออะไร และรู้ว่าจะต้องร้องเรียนใคร แต่การที่จะสู้คดีฟ้องร้องเองนั้น เป็นไปได้ยากที่จะชนะคดี เนื่องจากหลักฐานข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ประกอบการ
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นองค์กรอิสระ คุ้มครองภาคประชาชน เป็นตัวกลางที่จะดูแลการฟ้องร้อง พิทักษ์ คุ้มครอง ดูแล เยียวยา ความเสียหายที่เกิดขึ้นแทนตัวเราเองได้
พิธีกร เชื่อมโยงประเด็นให้เห็นว่า เป็นเรื่องน่ากังวลเพราะข้อมูลความเป็นส่วนตัวหายไป ถูกเข้าถึงได้ง่ายในทุกๆที่ และเชิญผู้เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นลำดับต่อ
นายปริญญา จันทร์ทองรักษ์ กล่าวว่า กรณีต่างประเทศในเรื่องของเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่ห้ามนำมาส่งให้กับผู้ใช้ที่เป็นเด็ก แต่ในประเทศไทย การซื้อเบอร์โทรหรือการซื้อซิมตามรายสะดวกซื้อ ทั่วไปจะไม่มีการลงทะเบียนสามารถใช้ได้เลย จึงเปรียบเสมือนกับดาบสองคมในการส่ง SMS ทางผู้ประกอบการก็สามารถอ้างได้ว่าไม่มีข้อมูลตรงนี้เนื่องจากผู้ใช้ไม่ได้มีการลงทะเบียนข้อมูลว่ามีอายุเท่าไร จึงทำให้ยังมีการส่ง SMS โดยไม่จำกัดจำนวนและกำจัดช่วงวัย
นายชาญไชย วิกรวงษ์วนิช ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังนี้
เรื่องของ SMS กวนใจ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
- การได้รับข้อมูลที่ต้องการ เช่น การแจ้งค่าโทร หรือรายละเอียดในการใช้โทรศัพท์
- การได้รับข้อมูลที่ไม่ต้องการ เช่น การโหลดคลิป การดูดวง ต่างๆ เรื่องของสุขภาพ ชิงโชค โชคลาภ รวมถึงเรื่องของการทายผลบอล จะเป็นการส่งเสริมการพนันโดยตรง ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
ประเด็นที่แลกเปลี่ยน การให้บริการของทางเครือข่ายในการสอบถามยอดเงินไม่ควรเสียเงิน เนื่องจากควรเป็นการให้บริการลูกค้าและเรื่อง Call center ซึ่งช่วงการให้คำแนะนำใช่เวลาที่ยาวนานมาก และหากบางครั้งไม่ต้องการฟัง จึงกด 0 เพื่อติดต่อกับโอเปอร์เรเตอร์ ซึ่งก็ไม่ใช่ต้องกด 9 จึงทำให้เสียเวลาและเสียค่าโทรที่มากเกินความจำเป็น ส่วนมากจะถูกรอสายเนื่องจากผู้ให้บริการใช่สายไม่ว่าง และทุกๆนาทีก็ต้องเสียเงิน เป็นไปได้ไหมหากกด 0 จะเป็นการติดต่อกับโอเปอร์เรเตอร์เลย
อีกประเด็นคือเรื่องของโฆษณาแฝง เป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนในการใช่กฎหมาย ควรทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น
เด็กนักเรียนเยาวชนโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.ขอนแก่น ได้ฝากคำถามว่า SMS ที่ส่งมาทางโทรศัพท์ ย้อนไปตั้งแต่ตอนซื้อซิม ไม่มีการแนะนำหรือสมัครในการเลือกรับ SMS พอได้เปิดการใช้เบอร์ได้มีข้อมูลส่งมาทาง SMS โดยที่ไม่ได้สมัครไว้ และบางครั้งทำให้เสียค่าบริการ อยากสอบถามว่าเหตุใดไม่มีการทำแบบสอบถามในการถามความสมัครใจว่าเรายินยอมที่จะรับข้อความนั้นๆหรือไม่
เยาวชนจากมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา แลกเปลี่ยนในเรื่องของเบอร์โทรศัพท์ มีสิทธิของการเป็นเจ้าของเบอร์นี้ โดยสามารถเรียกร้องกับผู้ประกอบการได้ว่าจะไม่ขอรับข้อความต่างๆที่ไม่จำเป็น เมื่อมีการโทรไปบอกกับทางเครือข่ายผู้ให้บริการแต่ผลที่ได้คือไม่มีการแก้ไข ในเมื่อเราเป็นเจ้าของเบอร์นี้แล้ว สามารถมีข้อกฎหมายใดบ้างในการคุ้มครองสิทธิของเราได้
ทั้งนี้ นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ได้ตอบคำถามเรื่องของการร้องเรียนคือ ในการขอยกเลิก SMS จะต้องมีการโทรย้ำเป็นระยะ โดยลักษณะแบบนี้สามารถร้องเรียนมาทางสถาบันได้ ซึ่งทางสถาบันมีเครือข่ายผู้บริโภคอยู่ 26 จังหวัด หากร้องเรียนผ่านเครือข่ายองค์กรจะมีการแก้ไขให้โดยทันที แต่หากร้องเรียนเองจะไม่มีการจัดการให้ เนื่องจากยังคิดว่าขาดกำลัง
คุณเกณิกา พงษ์วิรัช เครือข่ายครอบครัวโรงเรียนประเทืองทิพย์ แลกเปลี่ยนประเด็นการได้รับข้อความ SMS ที่ไม่ต้องการ คือ การทำนายดวง ไม่คิดที่จะสมัครเพียงแค่ต้องการสอบถาม จึงกด * และตามด้วยตัวเลข สักพักมีข้อมูลส่งกลับมาว่าได้เป็นสมัครสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงคิดว่าเป็นบริการเสริม พอถึงสิ้นเดือนพบว่า มีการเรียกเก็บเงินจำนวน 39 บาท เป็นการสมัครโดยที่ไม่รู้ตัว จึงทำการยกเลิกกับทางเครือข่ายผู้ให้บริการ เนื่องจากไม่มีเบอร์ยกเลิกโดยตรง ทางเครือข่ายผู้ให้บริการส่งข้อมูลกลับมาว่าได้ทำการยกเลิกให้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อถึงสิ้นเดือน ก็มีการเรียกเก็บเงินอีกจำนวน 39 บาท จึงได้โทรไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายครั้งที่ 2 ครั้งนี้มีการบันทึกเทปเพื่อยืนยันว่ามีการยกเลิก
ข้อสังเกตคือ เครือข่ายผู้ให้บริการมีส่วนร่วมกับการส่ง SMS หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ทำการบันทึกเทปไว้ตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ไม่ทราบว่าจะต้องไปร้องเรียนที่ไหน ไม่รู้ถึงสิทธิว่าสามารถทำได้แค่ไหน อีกประเด็นคือ การขอใช้ซิมในสมัยก่อนจะต้องมีการลงเลขบัตรประชาชนซึ่งจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันสามารถนำใบเสร็จไปแลกได้ตามร้านสะดวกซื้อก็สามารถใช้ได้จริง ในเรื่องของตัวกฎหมายยังไม่มีการบังคับได้จริง
ในโลกของอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์เล่นเกมสำหรับเด็ก ยังพบการโฆษณาที่ขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของสื่อลามกและการขายของทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งไม่ควรมีในเว็บสำหรับเด็ก สิ่งที่เป็นห่วงคือ เด็กและเยาวชนที่เป็นผู้รับสื่อ มีความอันตรายมากหากเด็กเล็กๆได้รับสื่อที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัยของตัวเอง
คุณกนกพร ในทางปฏิบัติต้องมีการยกกรณีศึกษาที่รุนแรงขึ้นมาเป็นลำดับแรก และสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อเรียกร้องและร้องเรียนได้ถูกจุด โดยทำการเสนอต่อองค์กรผู้มีหน้าที่ในการรับผิดชอบร่วมดูแล คุ้มครองสิทธิที่เราพึ่งมี ดังนั้น จำเป็นต้องมีองค์กรขึ้นมา อาจทำการล่ารายชื่อแล้วส่งไปทาง กทช.เพื่อเรียกร้องให้ทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สื่อภาคประชาชน วิทยุชุมชน เสนอว่าในขณะที่ทราบกันว่ามีการขายข้อมูลส่วนตัวกัน องค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เป็นไปได้หรือไม่นำเอาฐานข้อมูลส่วนบุคคลมาแล้วส่ง SMS หาทุกคนเพื่อแจ้งสิทธิที่เรามีอยู่ เนื่องจากหลายคนยังไม่ทราบถึงสิทธิที่เราพึ่งมี
นางนิเวศน์ ปัจจุสมัย ได้เสนอประเด็นแลกเปลี่ยนว่า ปัญหาที่พบคือ ชาวบ้านมีปัญหาแล้วไม่รู้จะไปบอกใคร กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว อะไรคือวัคซีนของสื่อ ที่นี้ก็มุมเน้นในเรื่องของการศึกษา ให้เห็นคุณค่าของการศึกษา ซึ่งในชุมชนไม่มีคนให้ความสนใจในการเรียนเท่าไรนัก และจะทำอย่างไรให้ผู้ซื้อผู้ขายอยู่ร่วมกันได้ คุ้มครองทั้งสองฝ่าย
เด็กนักเรียนเยาวชนโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.ขอนแก่น แสดงความคิดเห็นว่า ในโรงเรียนมีการมาขายซิม ซิมละ 20 บาท แต่เมื่อซื้อแล้วจะต้องเติมเงินเพิ่มอีก 30 บาท แต่ในครั้งแรกไม่มีการแจ้งเรื่องของการเติมเงินค่าโทร ถือว่าเป็นการหลอกลวงและให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เมื่อสมัครใช้ซิมเรียบร้อยแล้วก็มีข้อมูลส่งมาให้ทาง SMS ซึ่งในครั้งแรกไม่มีการถามความสมัครใจในการเลือกรับ SMS ข้อความ ควรทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้น
นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ได้ตอบคำถามในประเด็นของนักเรียนเยาวชนโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.ขอนแก่นว่า โดยหลักหากมีการสมัครบริการต่างๆและต้องการที่จะระงับการใช้งาน ให้โทรไปทางบริษัทเองเพื่อทำการยกเลิกได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วมีการแบ่งรายได้คนละครึ่ง ดังนั้นตามกฎหมายทางบริษัทต้องทำการยกเลิกให้ด้วย หากมีปัญหาสามารถโทรไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการเพื่อยกเลิกการให้บริการ แต่ในต่างประเทศจะมีความก้าวหน้ามากกว่านี้เนื่องจากมีการออกกฎกติกา ในเรื่องของวิธีการยกเลิกในทุกข้อความที่ส่งมา โดยวิธีการยกเลิกมีวิธีง่ายๆคือ การพิมพ์ STOP แล้วส่งกลับไปยังหมายเลขที่ส่งมา ก็ถือว่าได้ทำการยกเลิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กฎหมายของประเทศไทยยังไปไม่ถึง
การแก้ไขเบื้องต้นคือ
- โทรศัพท์ยกเลิกที่ Call center ของผู้ให้บริการรายนั้นๆ
- โทรแจ้งเรื่องร้องเรียนที่เบอร์ 1200 สามารถร้องผ่านทาง กทช.และจะมีการนำเรื่องส่งมาทาง สบท.
สมาคมผู้บริโภค จังหวัดขอนแก่น ได้ทำการสำรวจสถานศึกษา ปรากฏว่าได้มีผู้ประกอบการเข้ามาขายซิมโทรศัพท์ภายในสถานศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเนื่องจากสถานศึกษาควรเป็นที่ให้ความรู้ ไม่ใช้ที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปหาผลประโยชน์ ขอฝากกับผู้ประกอบการว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมในการเข้ามาขายของในสถานศึกษา ทำให้เกิดการนำเงินบางส่วนที่ได้จากผู้ปกครองไปซื้อซิมที่อยู่ในช่วงที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ จะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรต่อการเข้ามาขายของในสถานศึกษา
คุณจิตติมา ชัยประดิษฐ์พร เสนอว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องของการซื้อซิมโทรศัพท์ให้ลูกเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกันขณะอยู่โรงเรียน แต่ซิมที่ซื้อไม่ได้ถูกจดทะเบียนไว้ว่าเป็นชื่อใคร อายุเท่าไร แต่หากกรณีจดทะเบียนไว้ แต่คนที่ใช้คือลูก ขอเสนอว่า ระบบการป้องกันการลงทะเบียนชื่อเป็นอันตรายมากสำหรับประเทศไทย เนื่องจากบุคคลที่ใช้โทรศัพท์อาจจะเป็นเด็กที่ถูกให้พ่อแม่เป็นคนลงทะเบียนให้
หลังจากช่วงเวทีแลกเปลี่ยน หรือการแสดงความคิดเห็นผ่านไป พิธีกรได้โยงประเด็นถึงการเสนอความคิดเห็นต่างๆ หลายเรื่องเป็นกรณีศึกษา เพื่อนำข้อมูลไปใช้เพิ่มเติมในเวทีครั้งต่อไป การพูดคุยในวันนี้มีทางออกหลายทาง อย่างน้อยเวทีวันนี้ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคม เกิดองค์กรผู้บริโภคสื่อขึ้นโดยมีการรวมตัวกันหลายเครือข่าย โดยพิธีกรได้เรียนเชิญอาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ พูดถึงการจัดตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อว่ามีแนวทางอย่างไร และรูปแบบไหน
อาจารย์อิทธิพล ปรีติประสงค์ กล่าวว่า ปัญหาที่พบอยู่ในตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ
- เรื่องของกฎหมาย ที่ยังไม่เพียงพอ
- เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง
- จิตวิญญาณการสร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภค
จึงมีการวางรูปแบบตัวองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค โดยแบ่งการทำงานเป็น 4 กลุ่ม คือ
- ทีมรับเรื่องร้องเรียน โดยเป็นการทำฐานข้อมูล เก็บรายละเอียดของตัวปัญหาทั้งหมดว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
- ทีมกฎหมาย มีการขับเคลื่อนในเรื่องของกฎหมาย ช่วยทำให้เกิดต้นแบบของการคุ้มครองสิทธิ เช่น การเจรจากับผู้ประกอบการ ,มีการฟ้องร้องคดี ,มีการเข้าไปคุยกับองค์กรที่มีการกำกับดูแล
- ทีมวิชาการ ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ฐานข้อมูลเบื้องต้น ว่าสิทธิในขั้นพื้นฐานคืออะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร
- ทีมสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจการตระหนักร่วมในการคุ้มครองสิทธิ
เป็นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้
โดยหลักการทำงานจะเชื่อมกับ 3 หน่วยงานคือ
- องค์กรภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ,กรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ เป็นต้น
- องค์กรอิสระ คือ องค์กรอิสระภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เช่น สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เป็นต้น
- องค์กรวิชาชีพ ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบการ
ดังนั้น ทางเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคพยายามเชื่อมการทำงานร่วมกันขององ๕กรภาครัฐ องค์กรอิสระ และองค์กรวิชาชีพ
แสดงแผนผังการทำงาน
แนวคิดในการทำงานพื้นฐานของการพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยทำการตั้งชื่อองค์กรว่า “MeCoPNetwork” ย่อมาจาก “Media Consumer Protection Network” ทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อ มีหลักการทำงาน 2 เรื่อง คือ
- การคุ้มครอง
- การส่งเสริมเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำสิ่งสร้างสรรค์
หลังจากที่มีการกล่าวถึงรูปแบบการทำงานขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อแล้ว ก็ถึงเวลาการเปิดตัวเครือข่ายผู้บริโภคสื่อที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดองค์กรอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทุกท่านผู้เข้าร่วมงานได้เป็นส่วนหนึ่งกับการผลักดันนี้ ดำเนินการโดยคุณอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ เริ่มจากการรวมตัวของทางเครือข่ายผู้บริโภคสื่อ โดยมีการหารือถึงปัญหาต่างๆนี้นานแล้วโดยคิดว่าบุคคลที่มีพลังมากที่สุดคือพลังภาคประชาสังคม หรือแม้แต่ผู้ให้บริการเองก็อยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นการเปิดตัวเครือข่ายผู้บริโภคสื่อนี้ จะมีเค้กจำนวน 2 ก้อน ก้อนแรกสื่อถึงโทรทัศน์ที่มีรูปปีศาจเปรียบกับสื่อที่ไม่มีคุณภาพ เมื่อเราบริโภคสื่อไม่ดีก็เหมือนกินเค้กก้อนนี้ อาจทำให้เกิดสมองตีบตันเส้นเลือดอุดตันได้ เค้กอีกชื้นหนึ่งคือ เค้กที่เป็นรูป ทีวียิ้ม เปรียบเสมือนสื่อที่มีสาระ มีประโยชน์ หากรับประทานเข้าไปก็เหมือนเราได้รับแต่สื่อดีๆ ส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้รับสื่อคิดและวิเคราะห์เป็นหลังจากนั้นก็เชิญทุกท่านเข้าร่วมกันตัดเค้กที่เป็นรูปยิ้มและร่วมกันรับประทานเค้กที่เปรียบเสมือนสื่อที่ดีรวมทั้งได้กินเค้กเพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับเครือข่ายผู้บริโภคสื่อ
รูปประกอบงงานเวทีเสวนา
สิทธิผู้บริโภคสื่อกับแนวทางการแก้ไขและการเรียกร้อง
ช่วงการลงทะเบียนเข้าร่วมงานพร้อมรับอาหารว่าง
ช่วงเวทีเสวนา
บรรยากาศการเปิดตัวเครือข่ายผู้บริโภคสื่อ
