เงินของเรา สิทธิของใคร
การประชุมสมัชชาผู้บริโภคครั้งนี้จัดเนื่องในวาระวันสิทธิผู้บริโภคสากล และวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย วัตถุประสงค์หลักมีด้วยกัน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรผู้บริโภคให้มีความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนองค์กรอิสระผู้บริโภค (๒) ติดตามความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระผู้บริโภค พ.ศ. ... (๓) เพื่อสนับสนุนให้องค์กรผู้บริโภคได้ทำหน้าที่และบทบาทในฐานะผู้แทนผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญสาระสำคัญจากการประชุมสมัชชาผู้บริโภคครั้งนี้ มีดังนี้
(๑) การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สิทธิผู้บริโภค สิทธิพลเมือง” รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์ปาฐก นำเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับรองสิทธิผู้บริโภคไว้ในหลายด้าน รวมทั้งให้มีองค์กรอิสระของผู้บริโภค ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไทยเกิดพลังต่อการรักษาสิทธิ และมีการพัฒนาสู่สภาพอันพึงประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) ผู้ผลิตและผู้ให้บริการรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (๒) หน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือในการสร้างสมดุลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค (๓) เกิดกลไกที่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคได้เมื่อเกิดกรณีผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่มีความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ
ทุกวันนี้ ฝ่ายผู้ผลิตและผู้ให้บริการยังมีความเข้มแข็งเหนือกว่าภาคประชาชน และองค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้น การที่ผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทในการปกป้องสิทธิของตนและประสานความร่วมมือเป็นองค์กรหรือเครือข่ายที่เข้มแข็งอันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นการทำหน้าที่พลเมือง โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปสังคมไปสู่สังคมที่มีความสุขและเป็นธรรม สำหรับช่องทางในการเสริมสร้างสิทธิผู้บริโภคให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น การรณรงค์ให้เกิดการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์, การนำเสนอกฎหมายใหม่, การร่วมเป็นอาสาสมัครตามพื้นฐานความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น กรณีของ “ทนายอาสา”, การใช้เวทีสภาผู้บริโภค เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและรวมพลัง ฯลฯ ทั้งนี้ การสร้างความเข้มแข็งของงานคุ้มครองผู้บริโภคต้องอาศัยทั้งความเข้มแข็งในระดับปัจเจก และการรวมกลุ่ม เป็นเครือข่าย องค์กร ดังนั้น การร่วมผลักดันให้รัฐสภาพผ่าน ร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภค ฉบับที่คำนึงถึงการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคอย่างแท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
(๒) การอภิปราย การเมืองเรื่องผู้บริโภค : บทบาทผู้บริโภคต่อวิกฤติการเมืองปัจจุบัน ผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ (๑) นายกมล กมลตระกูล กรรมการนโยบาย ทีวีไทย (TPBS) (๒) ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (๓) นายปรีดา เตียสุวรรณ์ เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- สิทธิผู้บริโภคกับสิทธิพลเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะรัฐมีหน้าที่ในการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการในการดูแลคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้านตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนพังได้รับ ขณะที่ประชาชนมีสถานะเป็นผู้ซื้อบริการ ผ่านการเสียภาษีและการเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจะพบว่าเป็นชุดเดียวกันกับการมีระบบการเมืองที่ดี ดังนั้น ประชาชน ซึ่งในอีกบทบาทหนึ่งก็คือผู้บริโภค จึงต้องติดตามตรวจสอบกำกับการทำงานของฝ่ายการเมืองให้ทำตามที่ได้สัญญาหรือประกาศนโยบายไว้ในการหาเสียง ดังนั้น ประชาชนก็คือ “ผู้บริโภค” ที่ “จ่าย” หรือซื้อบริการจากรัฐผ่านการเสียภาษีในรูปแบบต่างๆ ในสถานะเช่นนี้ผู้บริโภค หรือประชาชน จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปสังคม ประชาชนต้องมีสิทธิและกลไกที่ดำเนินการได้อย่างคล่องตัวในการถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ทำตามสัญญา เพราะถือเสมือนเป็นการคืนสินค้าที่ไม่ได้ตามมาตรฐานกลับไปยังแหล่งที่มา
- สิทธิของผู้บริโภค มีความเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านสิทธิประชาชน ปัจจุบัน สิทธิผู้บริโภคไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิพลเมือง อันเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับ และสังคมได้สร้างกลไกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ได้สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่างๆ ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สิ่งที่เติบโตควบคู่ไปกับบริบททางการเมืองดังกล่าวก็คือสำนึกของผู้บริโภคไทย ที่ในวันนี้ได้ก้าวข้ามจากประเด็นส่วนตัวไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นสาธารณะ การตั้งองค์กรอิสระของผู้บริโภคเพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ผู้บริโภคช่วยกันดูและและปกป้องสิทธิตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเข้มแข็งและมีพลังกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในแง่การรับรู้ของประชาชนต่อสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร
(๓) การประชุมกลุ่มย่อย ๖ กลุ่ม เพื่อติดตามความคืบหน้าการให้ความเห็น การตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค และการให้ความเห็นต่อนโยบาย และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญ โดยมีข้อเสนอโดยสรุปจากแต่ละกลุ่มดังนี้
๓.๑ การตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีการประมูลคลื่นยุคที่ 3 (3G) ที่ประชุมมีข้อเสนอดังนี้
- ต้องมีมาตรการในการประมูลที่ไม่ทำให้ประเทศเสีย “ค่าโง่” โดยต้องออกมาตรการการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค และต้องมีการรับฟังความเห็นก่อน
- ควรกำหนดคุณสมบัติผู้ประมูลให้ชัดเจน เช่น ต้องเป็นผู้ประกอบการคนไทยเท่านั้น
- จำนวนใบอนุญาตควรมีแค่ ๑-๒ ใบเท่านั้น ไม่ใช่ ๔ ใบ เพื่อให้เกิดการ แข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค
- ควรมีราคาประมูลสูงกว่าที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตั้งไว้ขณะนี้ (๔,๕๐๐-๕,๒๐๐ ล้านบาท) เพื่อไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์
- 3G เป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องมีการศึกษาผลกระทบ
- ควรมีการกำหนดค่าบริการที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และผู้ให้บริการต้องมีธรรมาภิบาล
- ต้องมีกลไกการกำกับดูแลการให้บริการเนื้อหา(content provider)
- ควรคำนึงถึงปัญหาเด็กและเยาวชนติดเกมส์และอินเทอร์เน็ต
- คำนึงถึงความครอบคลุมและการเข้าถึงบริการของคนด้อยโอกาสและพื้นที่ห่างไกล
- หากมีการปรับเปลี่ยน กทช. เป็น กสทช. แล้ว สบท.หรือหน่วยคุ้มครองจะคงอยู่หรือไม่ หรือกลไกการคุ้มครองฯจะเป็นอย่างไร
- กทช.ควรมีการศึกษาผลกระทบและมาตรการการแก้ไขปัญหาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการตั้งเสาสัญญาณในพื้นที่ให้ชัดเจน
- ควรให้มีการใช้โครงข่ายร่วมกันของผู้ให้บริการ
- ต้องมีมาตรการด้านคงสิทธิเลขหมายก่อนการมี 3G
- ต้องมีมาตรการเรื่องกรณีบัตรเติมเงินหมดอายุ ก่อนมี3G
- คำนึงถึงการจัดการขยะอิเล็คทรอนิค
ในที่ประชุมนี้ พ.อ.ดร.นที ศกุลรัตน์ กทช. ผู้รับผิดชอบดูแลด้านการดำเนินการด้านคลื่น 3G ได้นำเสนอความคืบหน้าในส่วนของ กทช. ว่า ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนกระบวนการและข้อมูลต่างที่เกี่ยวข้องกับกรณี 3G เพื่อนำเสนอต่อ กทช. ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นี้
๓.๒ การติดตามความคืบหน้า การให้ความเห็นกรณีแร่ใยหิน
ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า แร่ใยหินเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดเมโสเทรีโอมา (mesothelioma) โรคปอดอักเสบจากแบสเบสตอส หรือแอสเบสโตซิส โรคมะเร็งปอด มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินประมาณ ๓,๐๐๐ ชนิดในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว ตลอดจนไม่ทราบถึงอันตรายที่เกิดจากแร่ใยหิน ยังไม่มีมาตรการที่จะควบคุมการใช้แร่ใยหินตลอดจนการรื้อถอนวัสดุและกองทุนชดเชยแก่ผู้เสียหายหรือเจ็บป่วยจากแร่ใยหิน มาตรฐานการฟุ้งกระจายของแร่ใยหินของประเทศไทยยังสูงกว่ามาตรฐานสากล (OELs) นอกจากนั้นประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฉบับที่ ๒๗ และ ๒๙ ที่ออกโดยสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ถูกผู้ประกอบการฟ้องศาลปกครอง คุ้มครองการประกาศใช้ประกาศว่าด้วยฉลากทั้ง ๒ ฉบับ และยังมีความเห็นจากบริษัทเอกชนบางแห่งในการยืนยันที่จะใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อยู่
ข้อสรุปในที่ประชุมจึงมีข้อเสนอตามข้อเสนอผู้แทนองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ เรื่อง แร่ใยหิน (asbestos) ต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ในการประชุมปฏิบัติการองค์การอิสระผู้บริโภค ครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย ๑๐ ข้อ และมีเพิ่มเติม ๓ ข้อ รวมเป็น ๑๓ ข้อ ดังต่อไปนี้
๑. มาตรการการยกเลิกการนำเข้า การผลิต และจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินที่สามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนได้
๑.๑ ยกเลิกการนำเข้าวัตถุดิบแร่ใยหิน ภายใน ๓ เดือน
๑.๒ ยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินที่สามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนภายใน ๑ ปี
๒. มาตรการยกเลิกภาษีของวัตถุดิบทดแทนแร่ใยหิน ทั้งนี้วัตถุดิบที่นำมาทดแทนจะต้องไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
๓. มาตรการที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ประกาศ และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน ตลอดจนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากแร่ใยหิน รวมไปถึงหอกระจายข่าวติดต่อกันอย่างน้อย ๓๐ วัน ครอบคลุมทุกพื้นที่
๔. มาตรการรื้อถอนวัสดุที่มีส่วนประกอบของใยหิน โดยจัดดำเนินการโดยมาตรฐานสากล และให้มีการจัดทำเป็นประกาศหรือข้อบังคับของกระทรวงอุตสาหกรรม
๕. ห้ามนำเข้าหรือส่งออกขยะที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน
๖. การออกกฎหมาย หรือประกาศข้อบังคับ ต้องรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้แทนผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๑
๗. มาตรการกองทุนชดเชยความเสียหายและสวัสดิการแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน
๘. มาตรการควบคุมการนำเข้าหรือการจำหน่ายสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ ที่มีอันตรายต่อสุขภาพ โดยยึดหลักประเทศผู้ผลิตต้องมีการใช้สินค้านั้นด้วย
๙. มาตรการกำหนดค่ามาตรฐานการฟุ้งกระจายของฝุ่นแร่ใยหิน ๐.๑ เส้นใยต่อ ลบ.ซม. เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐาน OELs
๑๐. ให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ ๒๗ พ.ศ.๒๕๕๒
๑๑. มาตรการการออกกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ปฏิบัติงานเพื่อสังคม ในกรณีฟ้องร้อง
๑๒. มาตรการของภาคประชาสังคม หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องสอด ในกรณี สคบ. ถูกบริษัทผู้ผลิตฟ้องศาลปกครอง ในกรณีการมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฉบับที่ ๒๗และ ๒๙
๑๓. มาตรการการแก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการก่อสร้าง/ต่อเติมอาคาร ไม่ใช้วัสดุที่ส่วนประกอบของแร่ใยหิน
๓.๓ การให้ความเห็นนโยบายความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ ประกอบด้วย ๓ ส่วน ดังนี้
ก. การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการกำกับคุณภาพบริการ
- มีระบบประเมินคุณภาพการบริการของผู้ประกอบการด้วยการจัดทำบัญชีดำ (black list) ของผู้ประกอบการรถโดยสาร
- ภาคประชาสังคมควรมีส่วนร่วมในการจัดทำเกณฑ์และร่วมพิจารณาการให้ใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาตของประกอบการรถโดยสาร (จาก ๗ ปีต่อครั้ง เหลือ ๓-๕ ปี ต่อครั้ง)
- ควรมีระบบสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับผู้โดยสารในระหว่างการใช้บริการรถโดยสาร
- ตั๋วโดยสารควรมีข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้โดยสาร ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์เพื่อการร้องเรียนต่อบริษัทผู้ให้บริการแล้ว ควรมีหมายเลขโทรศัพท์เพื่อการร้องเรียนต่อ บริษัท ขนส่ง จำกัด (สายด่วน ๑๔๙๐) และร้องเรียนกรมการขนส่งทางบก (สายด่วน ๑๕๘๔) รวมถึงชื่อของบริษัทประกันภัยพร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับบริษัทประกันภัย
ข. การบังคับใช้กฎหมาย
- รถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดทุกมาตรฐาน ควรสนับสนุนให้มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งและให้มีการแนะนำส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้เข็มขัดนิรภัยทุกครั้งตลอดการเดินทาง
- ในการเดินทางของรถโดยสารติดต่อทุกๆ ๔ ชั่วโมง ต้องมีการสับเปลี่ยนพนักงานขับรถ หรือพนักงานขับรถต้องได้หยุดพักเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ นาทีก่อนขับรถต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๓ ทวิ ผู้ขับรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ตามมาตรา ๑๒๗
- ควรกวดขันให้รถโดยสารได้มีการตรวจสภาพรถ สภาพคนขับทุกเที่ยวรถที่ออกให้บริการ
- ห้ามยืน บนรถโดยสารสาธารณะปรับอากาศทุกประเภท ทุกหมวด
ค. มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
- ให้มีการรับรองและบัญญัติสิทธิของผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะรวมทั้งบทกำหนดโทษหากมีการละเมิดสิทธิ และให้จัดตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะขึ้น โดยอาจพิจารณาให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
- ให้กองทุนฯ มีหน้าที่สำคัญ ๒ ประการ คือ หนึ่ง การสนับสนุนส่งเสริมการประกอบการรถโดยสารสาธารณะให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น และสอง การเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ใช้บริการที่ถูกละเมิดสิทธิเพิ่มเติมจากความคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยเน้นการเยียวยาความเสียหายที่รวดเร็ว ไม่ต้องมีการรอพิสูจน์ถูกผิด และเป็นธรรม
- แหล่งที่มาของกองทุน ให้พิจารณาจากเงินรายได้ที่ได้รับจากภาษีรถยนต์ส่วนบุคคล ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล เงินค่าปรับ เงินสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง เงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น
๓.๔ การให้ความเห็นนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร แบ่งได้เป็น ๓ เรื่องใหญ่ ดังนี้
ก. ข้อเสนอประเด็นนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร
มีข้อเสนอ ๓ ส่วนหลัก คือ ส่วนผู้บริโภค ส่วนกลไกด้านกฎหมาย และส่วนผู้ผลิต (เกษตรกรรายย่อยและอุตสาหกรรมรายใหญ่) ดังนี้
๑. เร่งผลักดันให้มีองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตรา และการบังคับใช้กฎหมาย และกฎ รวมถึงให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มีบทบาทในการเชื่อมร้อยให้ทุกภาคส่วนได้ดำเนินการในการคุ้มครองผู้บริโภคตามหน้าที่ การพัฒนาให้เกิดความสอดคล้องและการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยคนทำงานความมีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และการพัฒนา
๒. ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการและนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์มีเสียงในการตรวจสอบมาตรการต่างๆ ก่อนที่จะออกมาและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงมีผู้แทนองค์กรผู้บริโภคเข้าไปร่วมในกลไกทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอาหาร
๓. ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของผู้บริโภค โดยพัฒนากลไกการรายงานความปลอดภัยด้านอาหารและสนับสนุนการติดตามความปลอดภัยและคุณภาพอาหารโดยผู้บริโภค
๔. สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีความร่วมมือกับเกษตรกรในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การลงทุนร่วมกับเกษตรกรในการผลิต รวมถึงการปรับพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับระบบการผลิต (กินเปลี่ยนโลก)
๕. พัฒนาความร่วมมือและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงการพัฒนากระบวนการเพื่อรักษาสิทธิของผู้บริโภคในมิติต่างๆ
๖. การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ และการแก้ไขกฎหมาย (เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม) ให้มีบทลงโทษเข้มงวด รุนแรง และทันต่อสถานการณ์
๗. การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารให้เกิดการตื่นตัวและการเฝ้าระวังป้องกัน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ผลิตให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงการสร้างช้องทางความรู้ตลอดห่วงโซ่อาหาร
๘. ข้อเสนอเฉพาะด้าน ในเรื่อง ฉลากขนมเด็ก การออกแบบฉลากให้ดูได้ง่ายขึ้น เช่น ทำฉลากโภชนาการแบบสัญญาณไฟจราจร ควรให้มีนักคิดสร้างสรรค์เข้ามาร่วมในการออกแบบฉลากเกิดคุณประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค การปรับแก้ให้มีฉลากในอาหารทุกชนิดและเป็นภาษาไทย มีวันผลิตและวันหมดอายุที่ชัดเจน รวมถึงการควบคุมการโฆษณาและฉลากอาหารที่เกินจริง โอ้อวดสรรพคุณ
ข. ข้อเสนอ ประเด็นนโยบาย GMO ในประเทศไทย
๑. ให้มีการติดฉลาก GMOs ในอาหารทุกประเภทที่มีส่วนผสมของพืช GMOs เพื่อสิทธิของผู้บริโภคและเกษตรกรรายย่อย (right to know)
๒. ส่งเสริมสิทธิในการเลือกของผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกที่จะบริโภคหรือไม่บริโภคอะไร ป้องกันการผูกขาดของบรรษัทขนาดใหญ่
๓. การคุ้มครองเกษตรรายย่อย การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ค. ข้อเสนอ ประเด็นนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร
๑. พัฒนาหลักเกณฑ์เพื่อเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสารเคมีการเกษตรทุกชนิด โดยใช้ข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาด้วยบริษัทเองขององค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) คือ International Code of Conduct on the Distribution and Use of Pesticides (Revised Version) ของ FAO เป็นฐาน
๒. สร้างกลไกถาวรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีผู้แทนจากองค์กรผู้บริโภคและองค์กรเกษตรกรร่วมในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน
๓. พัฒนาและยกระดับระบบการกำกับดูแลเรื่องการขายสารเคมีให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพรัดกุม ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง(ระบบร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย พนักงานขาย ช่องทางการจำหน่าย และวิธีการจำหน่าย)
๔. การปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรและการพัฒนามาตรการด้านทางเลือก เช่น ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ระบบตลาดทางเลือก ให้เข้มแข็งขึ้น
๕. เก็บภาษีสารเคมีการเกษตรเพื่อเป็นกองทุนสำหรับการเยียวยาผลกระทบจากสารเคมีทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
๓.๕ การให้ความเห็นต่อ (ร่าง) พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. …. ที่ประชุมให้ความสนใจใน (ร่าง) พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๓ มาตราด้วยกัน ได้แก่ มาตรา ๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๑ ซึ่งมีสาระที่สำคัญ ๓ เรื่อง ได้แก่
๑.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้น โดยที่ประชุมขอให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะสัดส่วนของภาคประชาชน ซึ่งยังขาดมุมทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์
๒. ทำอย่างไรให้กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ และสนับสนุนให้มีกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพราะในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดไว้ชัดเจน ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคหมายถึงอะไร ซึ่งแท้จริงแล้ว กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ต้องไม่ทำเฉพาะรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถทำหน้าที่ในเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมคาดหวังว่า กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และสามารถประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ได้
๓. เรื่องอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ที่จะเกิดขึ้น
๓.๑ ต้องเพิ่มบทบาทของ กสทช.และสำนักงาน กสทช. ให้มากขึ้น อาทิ บทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ข่าวสาร เพิ่มบทบาทในการเสริมสร้างเครือข่ายผู้บริโภคที่เข้มแข็ง
๓.๒ ขอให้ระบุชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ว่า งานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นภารกิจที่สำคัญ ไม่ใช่คุ้มครองสิทธิประชาชน แต่ให้น้ำหนักของคำว่าคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้น
๓.๓ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะอนุกรรมการเป็น ๒ ชุด เพราะงานทั้ง๒ ส่วนนี้เชื่อมโยงกันมากกว่าจะแยกจากกันได้ จึงควรมีคณะกรรมการชุดเดียวที่เป็นหลัก รวมทั้งฟันธงว่า กลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่น่าจะปรากฏในร่างของ กสทช. ควรเป็นสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เพื่อทำหน้าที่จัดการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นโดยใช้อำนาจหน้าที่ของ กสทช.
ข้อสังเกตเพิ่มเติม แม้ในที่ประชุมจะให้น้ำหนักกับเรื่องโทรคมนาคมมาก แต่ประเด็นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์น้อย แต่ก็มีประเด็นสำคัญคือ วิทยุชุมชน ว่า วันนี้เราต้องเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของวิทยุชุมชน ซึ่งมีอยู่ ๖,๐๐๐ กว่าแห่งที่มาขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้คลื่น แต่ในจำนวนนี้มีคลื่นวิทยุชุมชนจริงๆ โดยไม่มีการโฆษณาใดๆ เลยเพียง ๒๐๐ กว่าแห่ง ด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะได้ทบทวนว่า เจตนาของวิทยุชุมชนที่เราอยากเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร
๓.๖ การให้ความเห็นกรณีการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อ ข้อเสนอแบ่งเป็น ๒ ส่วน ดังนี้
ก. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน
- การจัดทำกติกาและบังคับใช้กฎหมายในการจัดการปัญหาเรื่องโฆษณาที่ส่งกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะ โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ โดยให้เครือข่ายผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎเกณฑ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การจัดทำกติกาและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อความสั้นผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS Telemarketing) โดยให้เครือข่ายดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทั้งการคุ้มครอง ชดเชยค่าเสียหาย โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นเด็ก เยาวชน
- การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการ เพื่อทำให้เกิดการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ
- การจัดทำกติกาและการบังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองความเป็นธรรมในการใช้บริการ ทั้ง ค่าบริการ การยกเลิกบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยให้เครือข่ายดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข. การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
- การดำเนินการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ โดยมีเป้าหมายหลักในการทำงาน ๔ ด้าน คือ (๑) การจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนพัฒนาระบบฐานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ และ พัฒนาเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค (๒) การดำเนินการกระบวนการยุติธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเดือนร้อน (๓) การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการ และ (๔) การสื่อสารความรู้สู่เครือข่ายผู้บริโภค
- การปฏิรูปการเรียนรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศให้กับประชาชน ทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา
- การผลักดัน การส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์ ในรูปของกองทุนสื่อสร้างสรรค์ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการได้รับข้อมูล ข่าวสาร สื่อเชิงสร้างสรรค์
(๔) การเสวนา เรื่อง บทบาทองค์กรอิสระผู้บริโภคในการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคสื่อทันสมัยโลกเผชิญภัยพิบัติ โดย รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- ในโลกปัจจุบัน บทบาทขององค์กรอิสระเพื่อให้ความเห็นต่อสังคมมีความสำคัญมาก องค์การสหประชาชาติเองก็สนับสนุนให้นานาประเทศสร้างกลไกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่เป็น “โจทย์” สำคัญในการพัฒนาองค์กรอิสระ ก็คือ (๑) องค์กรอิสระควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไรจึงจะได้รับความเชื่อถือ (accountability) จากสังคม (๒) ระบบการแต่งตั้งและถอดถอนในลักษณะใด จึงจะทำให้องค์กรดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
- หลักการสำคัญขององค์กรอิสระ คือ ความเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น นานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้าง และกระบวนการดำเนินงานของงค์กรอิสระ รวมถึงองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ตอบสนองต่อหลักการและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- บทบาทขององค์กรอิสระของผู้บริโภคนั้นต้องอยู่บนหลักการว่า ต้องทำให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจจำกัดใน ๒ ด้าน ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๑ คือ การให้ความเห็นต่อสังคม และ ตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงานรัฐ (เช็คจากหนังสือ) แต่ควรมีบทบาทดังต่อไปนี้ (๑) สนับสนุนให้ประชาชนธรรมดาๆ เกิดพลังในการต่อสู้และปกป้องจนเองจากการถูกละเมิดสิทธิได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และใช้เงินทุกบาทของตัวเองอย่างคุ้มค่าที่สุด ปลอดภัยที่สุด (๒) สนับสนุนให้เกิดองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคทุกจังหวัดทั่วประเทศ และยึดโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือ (๓) สนับสนุนให้เผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค (๔) เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคในการ “ใช้เงินให้คุ้มค่า” โดยเปลี่ยนค่านิยมจากการซื้อของถูก มาเป็นการซื้อเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยโดยคำนึงถึงสังคมส่วนรวม
- ในช่วงท้ายได้เปิดให้ตัวแทนจากเครือข่ายองค์ผู้บริโภคให้ความเห็นต่อประเด็นบทบาทผู้บริโภคต่อการพัฒนาระบบการเมือง (ดูรายละเอียดในส่วนเนื้อหา)
(๕) การอภิปรายเรื่อง บทเรียนการให้ความเห็นขององค์กรทางสังคม โดย นางสุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ สมาชิกที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) ดำเนินรายการโดย นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- คุณค่าของการมีองค์กรทางสังคมที่มีภารกิจให้ความเห็นต่อกรณีข้อขัดแย้งในเรื่องต่างๆ มีดังนี้ (๑) ทำให้เสียงของประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองได้มีสิทธิ มีเสียงได้เข้าไปใช้พื้นที่สาธารณะในสังคมมากขึ้น (๒) ช่วยทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทางการเมือง (political space) ของการตัดสินใจในกระบวนการสาธารณะให้กว้างขวางขึ้น (๓) ช่วยทำให้ประเด็นที่ไม่เป็นประเด็นสาธารณะกลายเป็นประเด็นสาธารณะ (๔) ช่วยให้เกิดการถ่วงดุลในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านและรอบคอบมากขึ้น (๕) ช่วยทำให้ประเด็นสาธารณะได้กลายเป็นประเด็นทางนโยบายและประเด็นทางการเมืองมากขึ้น (๖) ทำให้การมีส่วนและแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างมีความหมาย (๗) ช่วยทำให้เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนกระบวนการและกติกาในกระบวนการเรียกร้องสาธารณะและการตัดสินใจทางการเมืองได้
- จากประสบการณ์การทำหน้าที่ให้ความเห็นขององค์กรทางสังคมในช่วงที่ผ่านมา มีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังนี้
- พลังจากการทำหน้าที่ขององค์กรทางสังคมในการให้ความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจสั่งการ จะเกิดจากกระบวนการทำงาน หากเป็นการขับเคลื่อนโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนจะสามารถสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างสังคมได้
- ในบางกรณี ผลจากการให้ความเห็นอาจยังไม่เห็นในเวลานั้น แต่จะเกิดการสั่งสมเรียนรู้ และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะและการตัดสินใจทางการเมืองได้
- ผลลัพธ์จากการทำงาน แม้จะไม่เกิดโดยตรงแต่อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมได้
- จำเป็นต้องกำหนดเป็นกฎ ระเบียบ ให้หน่วยงานที่รับความเห็นจากองค์กรทางสังคมมีภาระผูกพันในการนำความเห็นไปพิจารณา และมีผลต่อการกำหนดนโยบายหรือการปฏิบัติที่จะตามมา
- โครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เป็นผู้ร่วมให้ความเห็นต้องมีความสมดุล และมีระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนให้ทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตใจ ไม่มีอามิสสินจ้าง หรือผลประโยชน์ในรูปแบบใดๆ ตอบแทนในลักษณะที่เป็นการจูงใจให้เข้ามาอิงแอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
- ในการขับเคลื่อนให้ความเห็นได้รับการพิจารณาและเกิดผลในการกำหนดทิศทางนโยบายและในทางปฏิบัติต้องทำผ่านช่องทางทุกส่วน ไม่ละเลยภาคราชการ และองค์กรระดับนานาชาติ โดยมีการวิเคราะห์ให้เข้าใจชัดเจนถึงบทบาทและขอบเขตภารกิจขององค์กรที่เป็นเป้าหมายในการทำงาน
- ในการผลักดันข้อเสนอ หรือข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งต้องการพลังความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ควรคำนึงถึงผลระยะยาว และมีความคิดที่เปิดกว้าง โดยยึดแนวคิด “สงวนจุดต่าง สมานจุดร่วม”
(๖) การอภิปรายเรื่อง บทเรียนการตรวจสอบการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ โดย นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ พยายามจัดให้มีกลไกถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจองค์กรรัฐในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สังคมยังเห็นว่ากลไกเหล่านี้ยังทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิพลเพียงพอ
- ประชาชน ในฐานะผู้เสียภาษี เปรียบเสมือนผู้บริโภคซึ่งอยู่ปลายทาง ที่มอบหมายให้รัฐนำเงินของตนไปจัดหาสินค้าและบริการแทน ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ทำหน้าที่ผู้บริโภคแทนตนเอง หากพลังสังคมมีความเข้มแข็งปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยลง
- จากประสบการณ์ตรวจสอบของ สตง. พบการทุจริตหลากหลายรูปแบบ โดยได้รับการเกื้อหนุนจากการที่ระบบอุปถัมภ์ยังมีพลังเข้มแข็งในสังคมไทย และกว่าที่กระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น ก็เกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่อาจแก้ไขได้ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ กิจการใดๆ ที่มีกำไรสูงมักมีการส่งต่อให้หน่วยงานเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่กิจการใดที่ขาดทุนมักยังอยู่ในการดูแลของรัฐ
- จากประสบการณ์การทำหน้าที่ตรวจสอบของ ชมรมแพทย์ชนบท ได้สรุปยุทธศาสตร์การทุจริตในสังคมไทยว่ามีลักษณะ “สามเหลี่ยมทุจริต” กล่าวคือ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ๓ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกิจ ขณะเดียวกัน ทางแก้ไขก็คือการพัฒนา “สามเหลี่ยมต้านทุจริต” ให้เข้มแข็งเพื่อสามารถต่อกรได้ คือ ภาคประชาสังคม ภาคองค์กรอิสระ และภาคสื่อมวลชน
- ข้อจำกัดของ สตง. คือ มีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนโดยตรง จึงไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ในสภาพที่เงินแผ่นดินมีช่องทางถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า ขณะที่กลไกตรวจสอบของรัฐยังทำหน้าที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงควรพัฒนาระบบการตรวจสอบให้เข้มแข็งขึ้น โดยทำผ่านหลายๆ ฝ่ายในลักษณะของการ “ซ้ำเสริม” ไม่ควรถือเป็นการทำงานซ้ำซ้อน นอกจากนี้ องค์กรตรวจสอบของรัฐยังต้องมีความเชื่อมโยงกับภาคประชาชนจึงสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง
*******************************

