Skip navigation.

เงินของเรา สิทธิของใคร

การประชุมสมัชชาผู้บริโภค“เงินของเรา สิทธิของใคร”    (Your Money Your Right) วันที่ ๒๖-๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ณ โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี

การประชุมสมัชชาผู้บริโภค “เงินของเรา สิทธิของใคร” (Your Money Your Right) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ วันที่ ๒๖-๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ ณ ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค นักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานคุ้มครองผู้บริโภค และสื่อมวลชนเข้าร่วมการประชุมประมาณ ๕๐๐ คน

การประชุมสมัชชาผู้บริโภคครั้งนี้จัดเนื่องในวาระวันสิทธิผู้บริโภคสากล และวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย วัตถุประสงค์หลักมีด้วยกัน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรผู้บริโภคให้มีความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนองค์กรอิสระผู้บริโภค (๒) ติดตามความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระผู้บริโภค พ.ศ. ... (๓) เพื่อสนับสนุนให้องค์กรผู้บริโภคได้ทำหน้าที่และบทบาทในฐานะผู้แทนผู้บริโภคตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

สาระสำคัญจากการประชุมสมัชชาผู้บริโภคครั้งนี้ มีดังนี้

(๑) การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สิทธิผู้บริโภค สิทธิพลเมือง”
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์ปาฐก นำเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับรองสิทธิผู้บริโภคไว้ในหลายด้าน รวมทั้งให้มีองค์กรอิสระของผู้บริโภค ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไทยเกิดพลังต่อการรักษาสิทธิ และมีการพัฒนาสู่สภาพอันพึงประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) ผู้ผลิตและผู้ให้บริการรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (๒) หน่วยงานภาครัฐมีเครื่องมือในการสร้างสมดุลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค (๓) เกิดกลไกที่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคได้เมื่อเกิดกรณีผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่มีความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ
ทุกวันนี้ ฝ่ายผู้ผลิตและผู้ให้บริการยังมีความเข้มแข็งเหนือกว่าภาคประชาชน และองค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้น การที่ผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทในการปกป้องสิทธิของตนและประสานความร่วมมือเป็นองค์กรหรือเครือข่ายที่เข้มแข็งอันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นการทำหน้าที่พลเมือง โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปสังคมไปสู่สังคมที่มีความสุขและเป็นธรรม สำหรับช่องทางในการเสริมสร้างสิทธิผู้บริโภคให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น การรณรงค์ให้เกิดการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์, การนำเสนอกฎหมายใหม่, การร่วมเป็นอาสาสมัครตามพื้นฐานความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น กรณีของ “ทนายอาสา”, การใช้เวทีสภาผู้บริโภค เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและรวมพลัง ฯลฯ ทั้งนี้ การสร้างความเข้มแข็งของงานคุ้มครองผู้บริโภคต้องอาศัยทั้งความเข้มแข็งในระดับปัจเจก และการรวมกลุ่ม เป็นเครือข่าย องค์กร ดังนั้น การร่วมผลักดันให้รัฐสภาพผ่าน ร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภค ฉบับที่คำนึงถึงการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคอย่างแท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

(๒) การอภิปราย การเมืองเรื่องผู้บริโภค : บทบาทผู้บริโภคต่อวิกฤติการเมืองปัจจุบัน ผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ (๑) นายกมล กมลตระกูล กรรมการนโยบาย ทีวีไทย (TPBS) (๒) ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์    ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (๓) นายปรีดา เตียสุวรรณ์ เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
-    สิทธิผู้บริโภคกับสิทธิพลเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะรัฐมีหน้าที่ในการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการในการดูแลคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้านตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนพังได้รับ ขณะที่ประชาชนมีสถานะเป็นผู้ซื้อบริการ ผ่านการเสียภาษีและการเลือกตั้ง ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจะพบว่าเป็นชุดเดียวกันกับการมีระบบการเมืองที่ดี ดังนั้น ประชาชน ซึ่งในอีกบทบาทหนึ่งก็คือผู้บริโภค จึงต้องติดตามตรวจสอบกำกับการทำงานของฝ่ายการเมืองให้ทำตามที่ได้สัญญาหรือประกาศนโยบายไว้ในการหาเสียง ดังนั้น ประชาชนก็คือ “ผู้บริโภค” ที่ “จ่าย” หรือซื้อบริการจากรัฐผ่านการเสียภาษีในรูปแบบต่างๆ ในสถานะเช่นนี้ผู้บริโภค หรือประชาชน จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปสังคม ประชาชนต้องมีสิทธิและกลไกที่ดำเนินการได้อย่างคล่องตัวในการถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ทำตามสัญญา เพราะถือเสมือนเป็นการคืนสินค้าที่ไม่ได้ตามมาตรฐานกลับไปยังแหล่งที่มา
-     สิทธิของผู้บริโภค มีความเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านสิทธิประชาชน ปัจจุบัน สิทธิผู้บริโภคไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิพลเมือง อันเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับ และสังคมได้สร้างกลไกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ได้สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่างๆ ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สิ่งที่เติบโตควบคู่ไปกับบริบททางการเมืองดังกล่าวก็คือสำนึกของผู้บริโภคไทย ที่ในวันนี้ได้ก้าวข้ามจากประเด็นส่วนตัวไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นสาธารณะ การตั้งองค์กรอิสระของผู้บริโภคเพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ผู้บริโภคช่วยกันดูและและปกป้องสิทธิตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเข้มแข็งและมีพลังกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในแง่การรับรู้ของประชาชนต่อสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองยังไม่กว้างขวางเท่าที่ควร

(๓) การประชุมกลุ่มย่อย ๖ กลุ่ม
เพื่อติดตามความคืบหน้าการให้ความเห็น การตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค และการให้ความเห็นต่อนโยบาย และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่สำคัญ โดยมีข้อเสนอโดยสรุปจากแต่ละกลุ่มดังนี้

๓.๑ การตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีการประมูลคลื่นยุคที่ 3 (3G) ที่ประชุมมีข้อเสนอดังนี้
- ต้องมีมาตรการในการประมูลที่ไม่ทำให้ประเทศเสีย “ค่าโง่”  โดยต้องออกมาตรการการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค  และต้องมีการรับฟังความเห็นก่อน
-  ควรกำหนดคุณสมบัติผู้ประมูลให้ชัดเจน  เช่น  ต้องเป็นผู้ประกอบการคนไทยเท่านั้น
-  จำนวนใบอนุญาตควรมีแค่ ๑-๒ ใบเท่านั้น  ไม่ใช่ ๔ ใบ เพื่อให้เกิดการ แข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค
-  ควรมีราคาประมูลสูงกว่าที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กทช.) ตั้งไว้ขณะนี้ (๔,๕๐๐-๕,๒๐๐ ล้านบาท) เพื่อไม่ให้รัฐเสียผลประโยชน์
- 3G เป็นโครงการขนาดใหญ่  ต้องมีการศึกษาผลกระทบ
-  ควรมีการกำหนดค่าบริการที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค  และผู้ให้บริการต้องมีธรรมาภิบาล
-  ต้องมีกลไกการกำกับดูแลการให้บริการเนื้อหา(content  provider)
-  ควรคำนึงถึงปัญหาเด็กและเยาวชนติดเกมส์และอินเทอร์เน็ต
-  คำนึงถึงความครอบคลุมและการเข้าถึงบริการของคนด้อยโอกาสและพื้นที่ห่างไกล
-  หากมีการปรับเปลี่ยน กทช. เป็น กสทช. แล้ว สบท.หรือหน่วยคุ้มครองจะคงอยู่หรือไม่  หรือกลไกการคุ้มครองฯจะเป็นอย่างไร
-  กทช.ควรมีการศึกษาผลกระทบและมาตรการการแก้ไขปัญหาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการตั้งเสาสัญญาณในพื้นที่ให้ชัดเจน
-   ควรให้มีการใช้โครงข่ายร่วมกันของผู้ให้บริการ
-   ต้องมีมาตรการด้านคงสิทธิเลขหมายก่อนการมี 3G
-   ต้องมีมาตรการเรื่องกรณีบัตรเติมเงินหมดอายุ  ก่อนมี3G
-   คำนึงถึงการจัดการขยะอิเล็คทรอนิค
ในที่ประชุมนี้  พ.อ.ดร.นที  ศกุลรัตน์  กทช. ผู้รับผิดชอบดูแลด้านการดำเนินการด้านคลื่น 3G ได้นำเสนอความคืบหน้าในส่วนของ กทช. ว่า ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนกระบวนการและข้อมูลต่างที่เกี่ยวข้องกับกรณี 3G เพื่อนำเสนอต่อ กทช. ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นี้

๓.๒ การติดตามความคืบหน้า การให้ความเห็นกรณีแร่ใยหิน
ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า  แร่ใยหินเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  ทำให้เกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดเมโสเทรีโอมา (mesothelioma) โรคปอดอักเสบจากแบสเบสตอส  หรือแอสเบสโตซิส  โรคมะเร็งปอด  มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินประมาณ ๓,๐๐๐ ชนิดในประเทศไทย  ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว  ตลอดจนไม่ทราบถึงอันตรายที่เกิดจากแร่ใยหิน  ยังไม่มีมาตรการที่จะควบคุมการใช้แร่ใยหินตลอดจนการรื้อถอนวัสดุและกองทุนชดเชยแก่ผู้เสียหายหรือเจ็บป่วยจากแร่ใยหิน  มาตรฐานการฟุ้งกระจายของแร่ใยหินของประเทศไทยยังสูงกว่ามาตรฐานสากล  (OELs)  นอกจากนั้นประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฉบับที่ ๒๗ และ ๒๙ ที่ออกโดยสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ถูกผู้ประกอบการฟ้องศาลปกครอง  คุ้มครองการประกาศใช้ประกาศว่าด้วยฉลากทั้ง ๒ ฉบับ  และยังมีความเห็นจากบริษัทเอกชนบางแห่งในการยืนยันที่จะใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อยู่ 
ข้อสรุปในที่ประชุมจึงมีข้อเสนอตามข้อเสนอผู้แทนองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ  เรื่อง  แร่ใยหิน  (asbestos)  ต่อกระทรวงอุตสาหกรรม  ในการประชุมปฏิบัติการองค์การอิสระผู้บริโภค  ครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๒๖  พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย ๑๐ ข้อ  และมีเพิ่มเติม ๓ ข้อ  รวมเป็น ๑๓ ข้อ  ดังต่อไปนี้
๑.    มาตรการการยกเลิกการนำเข้า  การผลิต  และจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินที่สามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนได้
๑.๑ ยกเลิกการนำเข้าวัตถุดิบแร่ใยหิน  ภายใน ๓ เดือน
๑.๒ ยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินที่สามารถใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนภายใน ๑ ปี
๒.    มาตรการยกเลิกภาษีของวัตถุดิบทดแทนแร่ใยหิน  ทั้งนี้วัตถุดิบที่นำมาทดแทนจะต้องไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
๓.    มาตรการที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ประกาศ  และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน  ตลอดจนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากแร่ใยหิน  รวมไปถึงหอกระจายข่าวติดต่อกันอย่างน้อย ๓๐ วัน  ครอบคลุมทุกพื้นที่
๔.    มาตรการรื้อถอนวัสดุที่มีส่วนประกอบของใยหิน  โดยจัดดำเนินการโดยมาตรฐานสากล  และให้มีการจัดทำเป็นประกาศหรือข้อบังคับของกระทรวงอุตสาหกรรม
๕.    ห้ามนำเข้าหรือส่งออกขยะที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน
๖.    การออกกฎหมาย  หรือประกาศข้อบังคับ  ต้องรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน  โดยเฉพาะผู้แทนผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๑
๗.    มาตรการกองทุนชดเชยความเสียหายและสวัสดิการแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน
๘.    มาตรการควบคุมการนำเข้าหรือการจำหน่ายสินค้า  หรือผลิตภัณฑ์  ที่มีอันตรายต่อสุขภาพ  โดยยึดหลักประเทศผู้ผลิตต้องมีการใช้สินค้านั้นด้วย
๙.    มาตรการกำหนดค่ามาตรฐานการฟุ้งกระจายของฝุ่นแร่ใยหิน ๐.๑ เส้นใยต่อ  ลบ.ซม.  เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐาน  OELs
๑๐.    ให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก  ฉบับที่ ๒๗ พ.ศ.๒๕๕๒
๑๑.    มาตรการการออกกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ปฏิบัติงานเพื่อสังคม  ในกรณีฟ้องร้อง
๑๒.    มาตรการของภาคประชาสังคม  หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องสอด  ในกรณี  สคบ.  ถูกบริษัทผู้ผลิตฟ้องศาลปกครอง  ในกรณีการมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากฉบับที่ ๒๗และ ๒๙
๑๓.    มาตรการการแก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการก่อสร้าง/ต่อเติมอาคาร  ไม่ใช้วัสดุที่ส่วนประกอบของแร่ใยหิน

๓.๓ การให้ความเห็นนโยบายความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ ประกอบด้วย ๓ ส่วน ดังนี้
ก. การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการกำกับคุณภาพบริการ
-   มีระบบประเมินคุณภาพการบริการของผู้ประกอบการด้วยการจัดทำบัญชีดำ (black list) ของผู้ประกอบการรถโดยสาร
-    ภาคประชาสังคมควรมีส่วนร่วมในการจัดทำเกณฑ์และร่วมพิจารณาการให้ใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาตของประกอบการรถโดยสาร (จาก ๗ ปีต่อครั้ง เหลือ ๓-๕ ปี ต่อครั้ง)
-   ควรมีระบบสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับผู้โดยสารในระหว่างการใช้บริการรถโดยสาร
-   ตั๋วโดยสารควรมีข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้โดยสาร ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์เพื่อการร้องเรียนต่อบริษัทผู้ให้บริการแล้ว ควรมีหมายเลขโทรศัพท์เพื่อการร้องเรียนต่อ บริษัท ขนส่ง จำกัด (สายด่วน ๑๔๙๐) และร้องเรียนกรมการขนส่งทางบก (สายด่วน ๑๕๘๔) รวมถึงชื่อของบริษัทประกันภัยพร้อมทั้งเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับบริษัทประกันภัย
ข. การบังคับใช้กฎหมาย
-    รถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดทุกมาตรฐาน ควรสนับสนุนให้มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งและให้มีการแนะนำส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้เข็มขัดนิรภัยทุกครั้งตลอดการเดินทาง
-    ในการเดินทางของรถโดยสารติดต่อทุกๆ ๔ ชั่วโมง ต้องมีการสับเปลี่ยนพนักงานขับรถ หรือพนักงานขับรถต้องได้หยุดพักเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ นาทีก่อนขับรถต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๓ ทวิ ผู้ขับรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ตามมาตรา ๑๒๗
-    ควรกวดขันให้รถโดยสารได้มีการตรวจสภาพรถ สภาพคนขับทุกเที่ยวรถที่ออกให้บริการ
-    ห้ามยืน บนรถโดยสารสาธารณะปรับอากาศทุกประเภท ทุกหมวด
ค. มาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
-    ให้มีการรับรองและบัญญัติสิทธิของผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะรวมทั้งบทกำหนดโทษหากมีการละเมิดสิทธิ และให้จัดตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะขึ้น โดยอาจพิจารณาให้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
-    ให้กองทุนฯ มีหน้าที่สำคัญ ๒ ประการ คือ หนึ่ง การสนับสนุนส่งเสริมการประกอบการรถโดยสารสาธารณะให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น และสอง การเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ใช้บริการที่ถูกละเมิดสิทธิเพิ่มเติมจากความคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยเน้นการเยียวยาความเสียหายที่รวดเร็ว ไม่ต้องมีการรอพิสูจน์ถูกผิด และเป็นธรรม
-    แหล่งที่มาของกองทุน ให้พิจารณาจากเงินรายได้ที่ได้รับจากภาษีรถยนต์ส่วนบุคคล ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล  เงินค่าปรับ เงินสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง เงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น

๓.๔ การให้ความเห็นนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร แบ่งได้เป็น ๓ เรื่องใหญ่ ดังนี้
ก. ข้อเสนอประเด็นนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร
มีข้อเสนอ ๓ ส่วนหลัก คือ ส่วนผู้บริโภค ส่วนกลไกด้านกฎหมาย และส่วนผู้ผลิต (เกษตรกรรายย่อยและอุตสาหกรรมรายใหญ่) ดังนี้
๑.    เร่งผลักดันให้มีองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตรา และการบังคับใช้กฎหมาย และกฎ รวมถึงให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มีบทบาทในการเชื่อมร้อยให้ทุกภาคส่วนได้ดำเนินการในการคุ้มครองผู้บริโภคตามหน้าที่ การพัฒนาให้เกิดความสอดคล้องและการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยคนทำงานความมีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ และการพัฒนา
๒.    ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการและนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์มีเสียงในการตรวจสอบมาตรการต่างๆ ก่อนที่จะออกมาและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงมีผู้แทนองค์กรผู้บริโภคเข้าไปร่วมในกลไกทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอาหาร 
๓.    ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของผู้บริโภค โดยพัฒนากลไกการรายงานความปลอดภัยด้านอาหารและสนับสนุนการติดตามความปลอดภัยและคุณภาพอาหารโดยผู้บริโภค
๔.    สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีความร่วมมือกับเกษตรกรในการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การลงทุนร่วมกับเกษตรกรในการผลิต รวมถึงการปรับพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับระบบการผลิต (กินเปลี่ยนโลก)  
๕.    พัฒนาความร่วมมือและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงการพัฒนากระบวนการเพื่อรักษาสิทธิของผู้บริโภคในมิติต่างๆ 
๖.    การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพ และการแก้ไขกฎหมาย (เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม) ให้มีบทลงโทษเข้มงวด รุนแรง และทันต่อสถานการณ์
๗.    การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารให้เกิดการตื่นตัวและการเฝ้าระวังป้องกัน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ผลิตให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงการสร้างช้องทางความรู้ตลอดห่วงโซ่อาหาร
๘.    ข้อเสนอเฉพาะด้าน ในเรื่อง ฉลากขนมเด็ก การออกแบบฉลากให้ดูได้ง่ายขึ้น เช่น ทำฉลากโภชนาการแบบสัญญาณไฟจราจร ควรให้มีนักคิดสร้างสรรค์เข้ามาร่วมในการออกแบบฉลากเกิดคุณประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค การปรับแก้ให้มีฉลากในอาหารทุกชนิดและเป็นภาษาไทย มีวันผลิตและวันหมดอายุที่ชัดเจน รวมถึงการควบคุมการโฆษณาและฉลากอาหารที่เกินจริง โอ้อวดสรรพคุณ
ข. ข้อเสนอ ประเด็นนโยบาย GMO ในประเทศไทย
๑.    ให้มีการติดฉลาก GMOs ในอาหารทุกประเภทที่มีส่วนผสมของพืช GMOs เพื่อสิทธิของผู้บริโภคและเกษตรกรรายย่อย (right to know)
๒.    ส่งเสริมสิทธิในการเลือกของผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกที่จะบริโภคหรือไม่บริโภคอะไร ป้องกันการผูกขาดของบรรษัทขนาดใหญ่
๓.    การคุ้มครองเกษตรรายย่อย การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ค. ข้อเสนอ ประเด็นนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร
๑.    พัฒนาหลักเกณฑ์เพื่อเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสารเคมีการเกษตรทุกชนิด โดยใช้ข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาด้วยบริษัทเองขององค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) คือ International Code of Conduct on the Distribution and Use of Pesticides (Revised Version) ของ FAO เป็นฐาน
๒.    สร้างกลไกถาวรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีผู้แทนจากองค์กรผู้บริโภคและองค์กรเกษตรกรร่วมในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน
๓.    พัฒนาและยกระดับระบบการกำกับดูแลเรื่องการขายสารเคมีให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพรัดกุม ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง(ระบบร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย พนักงานขาย ช่องทางการจำหน่าย และวิธีการจำหน่าย)
๔.    การปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรและการพัฒนามาตรการด้านทางเลือก เช่น ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ระบบตลาดทางเลือก ให้เข้มแข็งขึ้น
๕.    เก็บภาษีสารเคมีการเกษตรเพื่อเป็นกองทุนสำหรับการเยียวยาผลกระทบจากสารเคมีทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

๓.๕ การให้ความเห็นต่อ (ร่าง) พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. …. ที่ประชุมให้ความสนใจใน (ร่าง) พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๓ มาตราด้วยกัน ได้แก่ มาตรา ๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๑ ซึ่งมีสาระที่สำคัญ ๓ เรื่อง ได้แก่
๑.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้น โดยที่ประชุมขอให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะสัดส่วนของภาคประชาชน ซึ่งยังขาดมุมทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์
๒. ทำอย่างไรให้กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ และสนับสนุนให้มีกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพราะในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดไว้ชัดเจน ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคหมายถึงอะไร  ซึ่งแท้จริงแล้ว กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ต้องไม่ทำเฉพาะรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องสามารถทำหน้าที่ในเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมคาดหวังว่า กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และสามารถประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ได้
๓. เรื่องอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ที่จะเกิดขึ้น
๓.๑ ต้องเพิ่มบทบาทของ กสทช.และสำนักงาน กสทช. ให้มากขึ้น อาทิ บทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ข่าวสาร เพิ่มบทบาทในการเสริมสร้างเครือข่ายผู้บริโภคที่เข้มแข็ง
๓.๒ ขอให้ระบุชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ว่า งานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นภารกิจที่สำคัญ ไม่ใช่คุ้มครองสิทธิประชาชน แต่ให้น้ำหนักของคำว่าคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้น
๓.๓ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะอนุกรรมการเป็น ๒ ชุด เพราะงานทั้ง๒ ส่วนนี้เชื่อมโยงกันมากกว่าจะแยกจากกันได้ จึงควรมีคณะกรรมการชุดเดียวที่เป็นหลัก รวมทั้งฟันธงว่า กลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่น่าจะปรากฏในร่างของ กสทช. ควรเป็นสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เพื่อทำหน้าที่จัดการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นโดยใช้อำนาจหน้าที่ของ กสทช.
ข้อสังเกตเพิ่มเติม แม้ในที่ประชุมจะให้น้ำหนักกับเรื่องโทรคมนาคมมาก แต่ประเด็นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์น้อย แต่ก็มีประเด็นสำคัญคือ วิทยุชุมชน ว่า วันนี้เราต้องเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของวิทยุชุมชน ซึ่งมีอยู่ ๖,๐๐๐ กว่าแห่งที่มาขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้คลื่น แต่ในจำนวนนี้มีคลื่นวิทยุชุมชนจริงๆ โดยไม่มีการโฆษณาใดๆ เลยเพียง ๒๐๐ กว่าแห่ง ด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะได้ทบทวนว่า เจตนาของวิทยุชุมชนที่เราอยากเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร

๓.๖ การให้ความเห็นกรณีการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสื่อ ข้อเสนอแบ่งเป็น ๒ ส่วน ดังนี้
ก. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน
-    การจัดทำกติกาและบังคับใช้กฎหมายในการจัดการปัญหาเรื่องโฆษณาที่ส่งกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะ โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์ โดยให้เครือข่ายผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎเกณฑ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
-    การจัดทำกติกาและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อความสั้นผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS Telemarketing) โดยให้เครือข่ายดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทั้งการคุ้มครอง ชดเชยค่าเสียหาย โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นเด็ก เยาวชน
-   การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการ เพื่อทำให้เกิดการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน์ ระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ
-   การจัดทำกติกาและการบังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองความเป็นธรรมในการใช้บริการ ทั้ง ค่าบริการ การยกเลิกบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยให้เครือข่ายดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข. การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
-    การดำเนินการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ โดยมีเป้าหมายหลักในการทำงาน ๔ ด้าน คือ (๑) การจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนพัฒนาระบบฐานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ และ พัฒนาเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค (๒) การดำเนินการกระบวนการยุติธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับความเดือนร้อน (๓) การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการ และ (๔) การสื่อสารความรู้สู่เครือข่ายผู้บริโภค
-   การปฏิรูปการเรียนรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศให้กับประชาชน ทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา
-    การผลักดัน การส่งเสริมสื่อสร้างสรรค์ ในรูปของกองทุนสื่อสร้างสรรค์ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการได้รับข้อมูล ข่าวสาร สื่อเชิงสร้างสรรค์

(๔) การเสวนา เรื่อง บทบาทองค์กรอิสระผู้บริโภคในการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคสื่อทันสมัยโลกเผชิญภัยพิบัติ โดย รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ และ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
-    ในโลกปัจจุบัน บทบาทขององค์กรอิสระเพื่อให้ความเห็นต่อสังคมมีความสำคัญมาก องค์การสหประชาชาติเองก็สนับสนุนให้นานาประเทศสร้างกลไกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่เป็น “โจทย์” สำคัญในการพัฒนาองค์กรอิสระ ก็คือ (๑) องค์กรอิสระควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไรจึงจะได้รับความเชื่อถือ (accountability) จากสังคม (๒) ระบบการแต่งตั้งและถอดถอนในลักษณะใด จึงจะทำให้องค์กรดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
-   หลักการสำคัญขององค์กรอิสระ คือ ความเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น นานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้าง และกระบวนการดำเนินงานของงค์กรอิสระ รวมถึงองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ตอบสนองต่อหลักการและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-    บทบาทขององค์กรอิสระของผู้บริโภคนั้นต้องอยู่บนหลักการว่า ต้องทำให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจจำกัดใน ๒ ด้าน ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๑ คือ การให้ความเห็นต่อสังคม และ ตรวจสอบการคุ้มครองผู้บริโภคของหน่วยงานรัฐ (เช็คจากหนังสือ) แต่ควรมีบทบาทดังต่อไปนี้ (๑) สนับสนุนให้ประชาชนธรรมดาๆ เกิดพลังในการต่อสู้และปกป้องจนเองจากการถูกละเมิดสิทธิได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และใช้เงินทุกบาทของตัวเองอย่างคุ้มค่าที่สุด ปลอดภัยที่สุด (๒) สนับสนุนให้เกิดองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคทุกจังหวัดทั่วประเทศ และยึดโยงเป็นเครือข่ายความร่วมมือ (๓) สนับสนุนให้เผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค (๔) เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคในการ “ใช้เงินให้คุ้มค่า” โดยเปลี่ยนค่านิยมจากการซื้อของถูก มาเป็นการซื้อเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยโดยคำนึงถึงสังคมส่วนรวม
-    ในช่วงท้ายได้เปิดให้ตัวแทนจากเครือข่ายองค์ผู้บริโภคให้ความเห็นต่อประเด็นบทบาทผู้บริโภคต่อการพัฒนาระบบการเมือง (ดูรายละเอียดในส่วนเนื้อหา)

(๕) การอภิปรายเรื่อง บทเรียนการให้ความเห็นขององค์กรทางสังคม โดย นางสุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ สมาชิกที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) ดำเนินรายการโดย นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- คุณค่าของการมีองค์กรทางสังคมที่มีภารกิจให้ความเห็นต่อกรณีข้อขัดแย้งในเรื่องต่างๆ มีดังนี้ (๑) ทำให้เสียงของประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองได้มีสิทธิ มีเสียงได้เข้าไปใช้พื้นที่สาธารณะในสังคมมากขึ้น (๒) ช่วยทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทางการเมือง (political space) ของการตัดสินใจในกระบวนการสาธารณะให้กว้างขวางขึ้น (๓) ช่วยทำให้ประเด็นที่ไม่เป็นประเด็นสาธารณะกลายเป็นประเด็นสาธารณะ (๔) ช่วยให้เกิดการถ่วงดุลในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะอย่างรอบด้านและรอบคอบมากขึ้น (๕) ช่วยทำให้ประเด็นสาธารณะได้กลายเป็นประเด็นทางนโยบายและประเด็นทางการเมืองมากขึ้น (๖) ทำให้การมีส่วนและแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างมีความหมาย (๗) ช่วยทำให้เกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนกระบวนการและกติกาในกระบวนการเรียกร้องสาธารณะและการตัดสินใจทางการเมืองได้
- จากประสบการณ์การทำหน้าที่ให้ความเห็นขององค์กรทางสังคมในช่วงที่ผ่านมา มีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังนี้
-    พลังจากการทำหน้าที่ขององค์กรทางสังคมในการให้ความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจสั่งการ จะเกิดจากกระบวนการทำงาน หากเป็นการขับเคลื่อนโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนจะสามารถสร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างสังคมได้
-   ในบางกรณี ผลจากการให้ความเห็นอาจยังไม่เห็นในเวลานั้น แต่จะเกิดการสั่งสมเรียนรู้ และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะและการตัดสินใจทางการเมืองได้
-    ผลลัพธ์จากการทำงาน แม้จะไม่เกิดโดยตรงแต่อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางอ้อมได้
-    จำเป็นต้องกำหนดเป็นกฎ ระเบียบ ให้หน่วยงานที่รับความเห็นจากองค์กรทางสังคมมีภาระผูกพันในการนำความเห็นไปพิจารณา และมีผลต่อการกำหนดนโยบายหรือการปฏิบัติที่จะตามมา
-    โครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เป็นผู้ร่วมให้ความเห็นต้องมีความสมดุล และมีระบบการบริหารจัดการที่สนับสนุนให้ทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตใจ ไม่มีอามิสสินจ้าง หรือผลประโยชน์ในรูปแบบใดๆ ตอบแทนในลักษณะที่เป็นการจูงใจให้เข้ามาอิงแอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
-    ในการขับเคลื่อนให้ความเห็นได้รับการพิจารณาและเกิดผลในการกำหนดทิศทางนโยบายและในทางปฏิบัติต้องทำผ่านช่องทางทุกส่วน ไม่ละเลยภาคราชการ และองค์กรระดับนานาชาติ โดยมีการวิเคราะห์ให้เข้าใจชัดเจนถึงบทบาทและขอบเขตภารกิจขององค์กรที่เป็นเป้าหมายในการทำงาน
-    ในการผลักดันข้อเสนอ หรือข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งต้องการพลังความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ควรคำนึงถึงผลระยะยาว และมีความคิดที่เปิดกว้าง โดยยึดแนวคิด “สงวนจุดต่าง สมานจุดร่วม”

(๖) การอภิปรายเรื่อง บทเรียนการตรวจสอบการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ โดย นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)  นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นำเสนอประเด็นสำคัญดังนี้
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ พยายามจัดให้มีกลไกถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจองค์กรรัฐในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สังคมยังเห็นว่ากลไกเหล่านี้ยังทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิพลเพียงพอ 
- ประชาชน ในฐานะผู้เสียภาษี เปรียบเสมือนผู้บริโภคซึ่งอยู่ปลายทาง ที่มอบหมายให้รัฐนำเงินของตนไปจัดหาสินค้าและบริการแทน ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ทำหน้าที่ผู้บริโภคแทนตนเอง หากพลังสังคมมีความเข้มแข็งปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยลง
- จากประสบการณ์ตรวจสอบของ สตง. พบการทุจริตหลากหลายรูปแบบ โดยได้รับการเกื้อหนุนจากการที่ระบบอุปถัมภ์ยังมีพลังเข้มแข็งในสังคมไทย และกว่าที่กระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น ก็เกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่อาจแก้ไขได้ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ กิจการใดๆ ที่มีกำไรสูงมักมีการส่งต่อให้หน่วยงานเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่กิจการใดที่ขาดทุนมักยังอยู่ในการดูแลของรัฐ
- จากประสบการณ์การทำหน้าที่ตรวจสอบของ ชมรมแพทย์ชนบท ได้สรุปยุทธศาสตร์การทุจริตในสังคมไทยว่ามีลักษณะ “สามเหลี่ยมทุจริต” กล่าวคือ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ๓ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกิจ ขณะเดียวกัน ทางแก้ไขก็คือการพัฒนา “สามเหลี่ยมต้านทุจริต” ให้เข้มแข็งเพื่อสามารถต่อกรได้ คือ ภาคประชาสังคม ภาคองค์กรอิสระ และภาคสื่อมวลชน
- ข้อจำกัดของ สตง. คือ มีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนโดยตรง จึงไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ในสภาพที่เงินแผ่นดินมีช่องทางถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า ขณะที่กลไกตรวจสอบของรัฐยังทำหน้าที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงควรพัฒนาระบบการตรวจสอบให้เข้มแข็งขึ้น โดยทำผ่านหลายๆ ฝ่ายในลักษณะของการ “ซ้ำเสริม” ไม่ควรถือเป็นการทำงานซ้ำซ้อน นอกจากนี้ องค์กรตรวจสอบของรัฐยังต้องมีความเชื่อมโยงกับภาคประชาชนจึงสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง

*******************************