ภาคีสื่อเด็กภาคอีสานย้ำ เด็กไม่ควรเติบโต ทามกลางความรุนแรง
ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของนายสุชัย เจริญมุขยนันท ประธานศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน (ศสอ.) หนึ่งในภาคีของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. บอกว่า เหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้กระทบการทำงานในพื้นที่เป็นอย่างมาก อาทิ ในจังหวัดอุบลราชธานี สถานที่ราชการที่เป็นจุดใช้เก็บเอกสารของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของจังหวัดถูกเผาวอดวายกลายเป็นเถ้าถ่าน การประชุมวาระเด็กที่จะเริ่มขับเคลื่อนสัปดาห์นี้ก็อาจต้องเลื่อนออกไปอีก
ก่อนหน้านี้ ทาง ศสอ.และจังหวัดได้ร่วมกันคิดว่าจะเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในปัญหาหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ยาเสพติด พื้นที่สร้างสรรค์ที่จะเป็นที่ให้เด็กมาใช้ทดแทนพื้นที่เสียๆ มากมาย โดยจะระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเลือกพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาให้ได้ผลจริง
แต่วันนี้พลังที่จะสร้างสิ่งดีๆ เพื่อเด็กได้ถูกบั่นทอนลง ศสอ.เองแม้ไม่ได้รับผลกระทบด้านกายภาพ แต่ด้านจิตใจที่ต้องทำงานร่วมกับภาครัฐก็กระทบกระเทือนไปด้วย คนทำงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านเด็ก เยาวชน คือ พม. ขณะนี้ขวัญกำลังใจคนทำงานกระเจิดกระเจิง ที่ทำงาน ที่ประชุม
กลายเป็นเหยื่อความขัดแย้งทางการเมือง ไฟไหม้หมดสิ้น ขณะที่กำลังให้สัมภาษณ์ยังหาที่ทำงานไม่ได้
ประธานสื่อเพื่อเด็กอีสานกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างใช้ปัญญา รับรู้ชุดความรู้ทุกชุดอย่างรอบด้าน วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น ต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อเวลาที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า
ด้านนายอัมพร วาภพ ผู้ประสานงาน ศสอ. กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เด็กอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมของความรุนแรง ทั้งเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์และเด็กที่รับสื่อจากผู้ใหญ่ที่สนใจหน้าจอ
เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กภาคอีสานจึงมีเป้าหมายหลักที่จะร่วมระวังปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยสนับสนุนแถลงการณ์ให้มีการคุ้มครองสิทธิของเด็กและผู้หญิงในสถานการณ์ความรุนแรง ร่วมกับเครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เครือข่ายครอบครัว ที่มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของเด็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุในที่ชุมนุม ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมใน 3 ประการ คือ
ประการแรก ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนในสังคม
ต่อมาให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีมาตรการที่จะคุ้มครองช่วยเหลือเด็กทุกคนออกจากบริเวณการชุมนุมที่มีความรุนแรงในขณะนี้อย่างปลอดภัย โดยผู้ปกครองต้องไม่นำเด็กเข้าร่วมในสถานการณ์การชุมนุมอีก
สุดท้ายผู้หญิงและผู้สูงอายุที่อยู่ในที่ชุมนุมต้องได้รับการชี้แจงข้อมูลความเป็นจริงของสถานการณ์ความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และมีสิทธิตัดสินใจที่จะออกจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ
หากสถานการณ์ชุมนุมคลี่คลายขอเสนอให้เครือข่ายเฝ้าระวังจัดที่แลกเปลี่ยนสภาพปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และสตรี เพื่อวางทิศทางการป้องกันและวางมาตรการปกป้องคุ้มครองลูกหลานของเราผ่านพ้นจากเหตุการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งที่แฝงมากับสื่อด้วยโดยใช้พลังเครือข่าย
นอกจากนี้ยังขอให้องค์กรแหล่งทุน ตลอดจนภาครัฐและเอกชนสนับสนุนให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในวัยศึกษา และองค์การที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนได้มีบทบาทเป็นอาสาสมัครสมานแผลสังคมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการเยียวยาผู้บาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และพัฒนาซ่อมแซมสถานที่ซึ่งถูกทำลาย โดยเรียนรู้และสร้างอุดมการณ์รักชาติจากบทเรียน จากประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครแพ้ชนะ มีแต่ผู้สูญเสีย
ก่อนหน้านี้เขตพื้นที่อุบลราชธานีนั้น นับว่ามีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนต่อการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเป็นที่น่าพอใจ เช่น กรณีของเยาวชนบ้านนาห้าง ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทย จ.อุบลราชธานี
ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของนายวิทยา บุญฉวี ผู้ประสานงานโครงการเยาวชนจิตอาสา แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน บอกว่า ในระหว่างการประชาคมประจำเดือนขององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงร่วมกับชาวบ้าน เพื่อหารือเรื่องต่างๆ ประจำวาระ
เด็กๆ ในหมู่บ้านนาห้าง ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี จำนวน 4-5 คน หอบแผนงานที่ช่วยกันเขียนขึ้นมาเองเสนอต่อผู้ใหญ่ในวงประชุม แผนที่นำมานั้นคือการสร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนประจำตำบล โดยจะใช้พื้นที่เดิมของ กศน.เป็นจุดปฏิบัติการ
สำหรับศูนย์นี้มีไว้เพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กๆ ในชุมชน เช่น เมื่อพวกเขาคิดจะจัดกิจกรรมบางอย่างที่เป็นประโยชน์ก็จะมาใช้พื้นที่แห่งนี้ ทำเอาผู้ใหญ่ทึ่งในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นี้ไปตามๆ กัน และได้รับให้เป็นวาระเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับ 2 ที่ อบต.สำโรงจะต้องทำ นับว่าเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาระดับท้องถิ่นที่เปิดโอกาสให้เสียงเครือข่ายสืบสานภูมิปัญญา จ.อุบลราชธานี เล็กๆ ของเด็กๆ ได้รับการพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและจริงใจ
นายสุชัยยังได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการทำงานของผู้ทำงานด้านเด็กและเยาวชน มีการตกลงที่จะเร่งแก้ไขปัญหายาเสพติด ทะเลาะวิวาท และเรื่องเพศ โดยถือเป็นวาระเร่งด่วน
ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.อุบลราชธานี ร่วมหารือกับศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน (ศสอ.) สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายงดเหล้า จ.อุบลราชธานี และนักวิชาการ ซึ่งเป็นคณะทำงานวาระปีแห่งการคุ้มครองเด็ก จ.อุบลราชธานี ได้ร่วมในการขับเคลื่อนงานแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนของจังหวัดอุบลราชธานี
ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าจะนำเอาปัญหาหลัก 3 อันดับที่มีการสำรวจไปก่อนหน้านี้มารวมเป็นเรื่องเดียว แล้วทำงานแก้ปัญหาไปพร้อมกันคือ ปัญหายาเสพติด รวมทั้งเหล้าบุหรี่ ปัญหาการทะเลาะวิวาท และปัญหาในเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นเป็นปัญหาที่โยงใยกันจึงต้องแก้ไปพร้อมๆ กัน
ในการประชุมครั้งนี้ นายศุภชัย ไตรไธยธีระ ประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.อุบลราชธานี ระบุว่า ปีที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของโครงการถนนเด็กเดินนั้น กระแสตอบรับดีมาก ทั้งหน่วยงาน องค์กรและโรงเรียนต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือพื้นที่สร้างสรรค์ที่จะให้เด็กและเยาวชนเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ และสอดแทรกเนื้อหาต่างๆ ได้ แต่ถ้าจะจัดอีกนั้นอาจเป็นเรื่องยาก เพราะยังหาพื้นที่ไม่ได้ จากเดิมที่เคยใช้บริเวณหน้าศาลหลักเมือง แต่ปัจจุบันไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของพื้นที่ เนื่องจากติดขัดเรื่องของการเมือง จึงอาจย้ายไปจัดที่ห้างสรรพสินค้าแทน
ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้ได้ผลครอบคลุมมากที่สุด โดยย้ำว่าในวันที่ 24 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ จะเชิญตัวแทน อปท.ทั้งจังหวัด รวมถึงทุกหน่วยงานราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกหน่วย เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังแผนการดำเนินงานของจังหวัด และหาวิธีการที่จะให้ อปท.ได้เข้ามามีบทบาทในการลดปัญหาในพื้นที่ของตนเอง โดยจะเชิญเจ้าของพื้นที่ที่มีผลงานการแก้ปัญหาจนเป็นผลสำเร็จมาร่วมพูดคุย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ อปท.ที่จะกลับไปทำงานที่บ้านของตัวเอง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มากถึง 300 คน เพื่อผลักดันวาระนี้ให้ขยับไปพร้อมกันทั้งจังหวัด
สิ่งที่น่าสนใจอันถือเป็นพัฒนาการของเด็กและเยาวชนของอุบลราชธานี ได้แก่ การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนหนองบัวฮีวิทยาคม อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาภาคอีสาน หลังจากที่ได้ไปสัมมนาการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นในสถานศึกษากับโรงเรียนรุ่งอรุณ จังหวัดนครปฐม โดยจัดทำเรื่องการปลูกข้าวอินทรีย์ต้นเดี่ยว ก่อนจะบูรณาการหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปในหน่วยการเรียนการสอนของสถานศึกษาอย่างจริงจัง โดยมุ่งหวังจะเป็นแหล่งผลิตเยาวชนคนทำนายุคใหม่ออกสู่ท้องทุ่ง และคาดหวังจะเป็นแหล่งอนุรักษ์และรวบรวมสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชนเรื่องการปลูกข้าวต้นเดี่ยวอินทรีย์แบบครบวงจร
ครูฟ้ารุ่ง บรรเรืองทอง กล่าวว่า อยากจะให้หลักสูตรนี้สมบูรณ์แบบและเสร็จให้ทันก่อนเปิดเทอม เพื่อจะได้เปิดหลักสูตรทำการเรียนการสอนให้ทันเปิดเทอมในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีเป้าประสงค์จะสอนนักเรียนในระดับชั้น ม.3 และ ม.6 เพราะนักเรียนเหล่านี้หลายคนเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อ ความรู้จากกระบวนการที่ได้จะเป็นพื้นฐานการทำนาแนวทางเลือกใหม่ติดตัวเขาไปหลังจบการศึกษา
อย่างไรก็ตาม หลักสูตรนี้จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลในการเอื้อเฟื้อช่องทางให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพราะถึงเวลาแล้วที่ชาวนาจะยิ่งใหญ่ในปฐพี ดั่งผญาอีสานที่ว่า "สิบพ่อค้า สิมาไหว้พ่อนา"
แม้กระแสการเมืองจะแรงแค่ไหน แต่หน่วยมดงานเล็กๆ ในเมืองดอกบัว ก็ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนกันอย่างไม่ย่อท้อ.
……………………………………………………………….

