18 ผู้แทนองค์กรพันธมิตรสื่อยื่นหนังสือประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้าน ร้องถอนร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จากการพิจารณา
18 ผู้แทนองค์กรพันธมิตรสื่อยื่นหนังสือประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องถอนร่างพ.ร.บองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ออกจากการพิจารณาในสภา ชี้ขาดความชอบธรรมและไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
วันนี้(18 มิถุนายน 2551) เวลา 10.00 น. ผู้แทนพันธมิตรสื่อ 18 องค์กร ได้ไปยื่นหนังสือต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และ นายสมชาย แสวงการ ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รวมทั้งผู้นำพรรคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมซึ่งได้บรรจุวาระเตรียมจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้
นายวิชิต เอื้ออภิญญากุล อุปนายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้แทนยื่นจดหมายกล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญหลายประการที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นที่มาของกรรมการกสช.ซึ่งให้อำนาจคณะรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือกและแต่งตั้งแทนวุฒิสภา นั่นหมายถึงว่า องค์กรดังกล่าว จะไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะไม่สามารถหลุดพ้นจากอำนาจทางการเมืองไทย
ด้านนายบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี ผู้แทนสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่า ร่างกฎหมายได้ตัดเนื้อหาส่วนที่รับรองและสร้างหลักประกันให้ภาคประชาชนได้รับการจัดสรรและใช้คลื่นความถี่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ออกไป อีกทั้งยังให้วิทยุชุมชนหารายได้ และเมื่อมีกำไรก็ให้เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการทำลายปรัชญาและหัวใจของการปฏิรูปสื่อ รวมทั้งการเรียนรู้ของกระบวนการภาคประชาชนด้วย
ในขณะที่นางสาวนันทพร เตชะประเสริฐสกุล ผู้แทนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ได้เปิดช่องให้มีการทิ้งทวนสัมปทานคลื่นความถี่ครั้งใหญ่ และขอตั้งข้อสังเกตเรื่องธรรมาภิบาล เพราะเปลี่ยนแปลงอำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผล ตรวจสอบและการกำหนดค่าตอบแทน ให้เป็นอำนาจของกสช.แทนวุฒิสภา หมายถึงคนจะถูกประเมินผล แต่งตั้งผู้มาประเมินตัวเอง ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดจะทำในลักษณะดังกล่าว จึงอยากเรียกร้องให้สังคมจับตาการผลักดันร่างกฎหมายนี้
นายฉัตรชัย เชื้อรามัญ ตัวแทนเครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า 18 องค์กรพันธมิตร ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างดังกล่าวออกจากวาระในการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมให้ความเห็น เพื่อความรอบคอบและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งหากรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชนก็อาจต้องยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ด้านนายสมศักดิ์ เกียรติ สุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนรับหนังสือคัดค้านฯ ได้รับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปแจ้ง นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาต่อในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เช่นเดียวกับ นางสุวิมล ภูมิสิงหราช เลขาวุฒิสภาผู้รับเรื่องแทนประธานวุฒิสภารับปากจะดำเนินการต่อไป ส่วนนายสมชาย แสวงการและนางสาวรสนา โตสิตระกูล รับที่จะตั้งคณะอุนกรรมาธิการเพื่อศึกษาและดำเนินการต่อ ในขณะที่นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่า ขณะนี้ทางพรรคกำลังศึกษาข้อกฎหมาย หากรัฐบาลเดินหน้าพิจารณาในสภา ฝ่ายค้านก็จะทำร่างกฎหมายอีกฉบับยื่นเสนอให้สภาพิจารณาไปพร้อมกัน 18 มิถุนายน 2551 ติดตามรายละเอียดข้อเรียกร้องและสาระสำคัญในร่างกฎหมายที่เป็นปัญหาเพิ่มเติมใน www.thaibja.org
สรุปสาระสำคัญจากหนังสือค้านางพ.ร.บองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้ผ่านความเห็นชอบในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.....ไปเมื่อวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมาและบรรจุวาระเพื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 18 มิถุนายน 51 องค์กรดังรายนามข้างท้าย ขอคัดค้านกระบวนและสาระร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพราะได้กำหนดให้มีองค์กรอิสระทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท และมีผลกระทบต่อการเข้าถึง และปิดกั้นโอกาส ในการได้ใช้คลื่นความถี่ อันเป็นสาธารณะสมบัติของชาติของภาคประชาชน ด้วยกระบวนการในการจัดทำที่ฉ้อฉลและรวบรัด โดยไม่ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันขัดต่อเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ต้องการให้เกิดกระบวนการปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง อีกทั้งมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ระบุว่า “การออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ”
2. เนื้อหาหลายประเด็นของร่างกฎหมายนี้ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ในการปฏิรูปสื่อในสาระสำคัญ ดังนี้ ที่มาและกระบวนการสรรหา กสช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ แต่กลับไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เนื่องจากให้อำนาจคณะรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือกแทนวุฒิสภา
ตัดสิทธิภาคประชาชนที่จะได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ออก และเปิดช่องให้ใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือในการแสวงหากำไร โดยให้อำนาจ กสช.กำหนดจำนวนและวิธีการหารายได้ ให้กำไรตกเป็นขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และให้อำนาจ อปท.ติดตามและตรวจสอบการนำส่งรายได้นั้น การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและข้อมูลรายจ่ายของ กสช. กำหนดให้มีการ ชี้แจงโดยสรุป แทนที่จะเปิดเผยโดยละเอียด เพราะเกี่ยวพันกับประโยชน์มหาศาลของชาติ การติดตามและตรวจสอบประเมินผล กสช. กำหนดให้ กสช. ซึ่งจะต้องเป็นผู้ถูกตรวจสอบ มีอำนาจแต่งตั้ง ว่าจ้าง รวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนคณะกรรมการที่จะมาประเมินตนเอง รวมถึงไม่มีกระบวนการกำหนดให้มีการรับผิดรับชอบ (Social Accountability) นำมาสู่การตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาล มีผลเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนิรโทษกรรมผู้ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนหน้าที่กฎหมายจะบังคับใช้ (ผู้ใช้คลื่นความถี่อยู่ก่อนวันที่ร่างมีผลใช้บังคับมีสิทธิได้ใช้คลื่นอยู่ต่อไป)
มีบทบัญญัติที่ถือเป็นการ ให้อภิสิทธิ กระบวนการสรรหา กสช. ไม่ต้องปฎิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล เพราะเมื่อ กสช. รับจดทะเบียนองค์กรและสถาบันใดแล้ว การวินิจฉัยของศาลในภายหลังว่าการจดทะเบียนนั้นมิชอบ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการที่สำนักงาน กสช. ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ศาลมีวินิจฉัย
ร่างกฎหมายนี้ตัดมาตรา 80 ในร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2543 ซึ่ง ห้ามหน่วยงานใดๆ พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการหรือให้ใบอนุญาตประกอบกิจการเพิ่มเติม ในระหว่างที่การสรรหาและแต่งตั้งองค์กรอิสระยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งอาจนำไปสู่การทิ้งทวนสัมปทานคลื่นความถี่ครั้งใหญ่
ด้วยเหตุนี้ องค์กรดังมีรายนามข้างท้าย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ และแสดงความรับผิดชอบต่อการปกป้องคลื่นความถี่อันเป็นสาธารณสมบัติของชาติ ด้วยการถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แล้วจัดให้มีกระบวนการเปิดรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากทุกฝ่าย มิฉะนั้น องค์กรผู้มีรายชื่อข้างท้ายนี้ จำเป็นต้องอาศัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่ง เพื่อแก้ไขให้กระบวนการออกกฎหมายฉบับนี้มีความถูกต้องและความชอบธรรมต่อไป
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.)
สมาคมนักบริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (สสมท.)
สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)
เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว
สหพันธ์องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
เครือข่ายวิทยุเด็กและครอบครัว
เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ
เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน
สมาคมองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)
เกศรินทร์ ไชยแสง รายงาน
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น
