รมต.ไอซีที ยอมรับ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับรัฐบาล มีปัญหา พร้อมรับข้อเสนอ ๒๒ องค์กรสื่อ วิชาการและภาคประชาชน...
รมต.ไอซีที ยอมรับ ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ฉบับรัฐบาล มีปัญหา พร้อมรับข้อเสนอ ๒๒ องค์กรสื่อ วิชาการและภาคประชาชน ภายในหนึ่งสัปดาห์ ตั้งกรรมการร่วมเพื่อแก้ไข เน้นหลักการเปิดรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมจากสังคม
วันนี้ (๒๓ มิ.ย.๕๑) ดร.มั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารพร้อมตัวแทนฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางไปพบผู้แทนองค์กรสื่อ วิชาการและภาคประชาชน ๒๒ หน่วยงาน ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....ซึ่งองค์กรต่างๆ ได้คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวและยื่นข้อเสนอ ๒ ประเด็นหลักคือ
๑.ให้ถอนร่างออกจากวาระในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดโอกาสให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว โดยรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงทุกภาคทั่วประเทศ และมีตัวแทนของฝ่ายต่างๆ เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความเห็น
๒.ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ฯ โดยมีสัดส่วนตัวแทนคณะกรรมการปรับปรุงร่างกฎหมายนอกเหนือจากตัวแทนภาครัฐ ดังนี้ นักวิชาการ ด้านกฎหมาย ด้านโทรคมนาคม และด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบการโทรคมนาคม วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ องค์กรวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ผู้แทนสื่อภาคประชาชน และวิทยุชุมชน ผู้แทนองค์กรผู้บริโภค ทั้งด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ ผู้แทนภาคประชาสังคม และองค์กรภาคเอกชนที่ติดตามกระบวนการปฏิรูปสื่อ รวมทั้งกลุ่มสื่อ เยาวชน เด็ก ครอบครัว ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
ด้าน นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีไอซีที ยอมรับว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาจริงอย่างที่ภาคสังคมท้วงติง แต่อธิบายว่า เหตุที่มาของการเสนอแก้ไขให้ครม.เป็นผู้แต่งตั้งเพราะต้องการแก้ปัญหาจากกระบวนการสรรหากสช.เก่าที่มีปัญหา “เราพยายามแก้ปัญหาเก่า ก็เห็นชอบในหลักการสำคัญๆ และต้องการเร่งให้กฎหมายเสร็จเร็ว ทันตามเวลาที่กำหนดภายใน ๑๘๐ วัน แต่ยอมรับว่ามีหลายส่วนที่เป็นปัญหา เช่น การตัดสาระรับรองสิทธิของภาคประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ออกไป รวมทั้งเรื่องที่มาของกสช.และประเด็นอื่นๆ” อย่างไรก็ตาม รมต.ไอซีที รับจะปรับแก้ไข พร้อมตั้งกรรมาธิการร่วมภายในสัปดาห์หน้า และเปิดรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยกลุ่ม ๒๒ องค์กรเครือข่าย เสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการร่วมไม่น้อยกว่า ๓ ชุด ได้แก่ ชุดพิจารณาประเด็นเพื่อเปิดรับฟังความเห็น ชุดรับฟังความคิดเห็นและชุดยกร่างปรับปรุงกฎหมาย และเมื่อร่างกฎหมายแล้วเสร็จก็เสนอให้นำกลับมาให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นอีกครั้ง
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสาระของการหารือได้ที่ www.thaibja.org สาระของการหารือระหว่าง ตัวแทน ๒๒ องค์กรเครือข่าย ค้านร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ กับนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ดร.สุรัตน์ เมธีกุล ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (สสมท.) แสดงความห่วงใยในสาระสำคัญของกฎหมายนี้ที่บิดเบือนหลักสำคัญซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งกฎหมายเดิมได้กำหนดสัดส่วนกระจายให้ทั้งภาคประชาชน บริการสาธารณะและเอกชนทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ระดับชาติรวมทั้งที่มาและวิธีให้ได้กรรมการอิสระที่เป็นปัญหา อีกทั้งละเลยเรื่องการจัดทำแผนแม่บทการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งได้มีการดำเนินงานไปแล้ว แต่กลับไม่นำมาร่วมพิจารณาด้วย “ความห่วงใย ไม่ใช่เรื่องการขัดผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่หมายถึงการวางระบบของอนาคตในการบริหารจัดการคลื่นวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ที่เป็นประโยชน์ร่วมของคนทั้งชาติ”
ด้านอ.อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นว่า กสช.ดูแลผลประโยชน์ชาติ
มูลค่าหลายแสนล้านบาท การรวมอำนาจการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมไว้ที่หน่วยงานเดียวจึงทำให้กระบวนการคัดเลือกและที่มาของ กสช. มีความสำคัญมาก ร่างกฎหมายนี้กำหนดวิธีให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง กสช. ซึ่งไม่อาจทำให้องค์กรนี้เป็นอิสระและปลอดจากการแทรกแซงจากอำนาจทางการเมืองได้อย่างสิ้นเชิง อ.อนุสรณ์เสนอให้วุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้ง นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับสัมทานเดิมดำเนินธุรกิจและเช่าคลื่นความถี่ได้ต่อไป “การให้อำนาจเด็ดขาดแก่กสช.เพื่อปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยการโทรศัพท์ไปสั่งและอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งสังคมไม่มั่นใจในการใช้วินิจฉัยของ กสช. ว่าจะเป็นไปโดยชอบ อันอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ซึ่งหมายถึงสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนโดยรวมด้วย”
นายบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี ผู้ประสานงานสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่า การที่ร่างกฎหมายนี้ได้ตัดสาระสำคัญซึ่งรับรองสิทธิของภาคประชาชนที่สามารถเข้าถึงและใช้คลื่นความถี่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ออกไป อีกทั้งให้วิทยุชุมชนหารายได้และให้นำกำไรส่วนเกินมอบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหา“การเริ่มต้นให้องค์กรทางการเมืองมาเชื่อมโยงกับวิทยุชุมชนมันคลุมเครือ ไม่ชัดเจน วันนี้จะทำให้การปฏิรูปสื่อเป็นจริงได้อย่างไร กลับถอยหลังอย่างมาก ทำไมเราต้องคัดค้านการร่างกฎหมายนี้ ต้องเข้าใจว่าสำนึกของชุมชนในการใช้คลื่นความถี่ ไม่ใช่การทำงานเป็นอาชีพแต่ใช้หลักการอาสา กฎหมายลืมเรื่องการมีส่วนร่วมของสังคม และว่าด้วยความเป็นอิสระของการสื่อสารในสังคมไทย ลืมหลักสำคัญที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้”
ด้านนายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.) ตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายนี้กำหนดบทลงโทษโดยเหมารวมเป็นอัตราโทษเดียว ไม่ได้แยกตามขนาดของการประกอบการซึ่งมีทุนแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของกลุ่มทุนขนาดกลางและเล็กด้วย
ส่วนนายวิชิต เอื้ออารีวรกุล อุปนายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เป็นห่วงการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐและองค์กรที่จะกำกับดูแลการประกอบกิจการเคเบิลทีวี เช่นตัวอย่างเมื่อไม่กี่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งและขอความร่วมมือผ่านกทช.เพื่อให้เคเบิลทีวีทั่วประเทศ งดออกอากาศรายการจากสถานีโทรทัศน์บางช่อง ซึ่งไม่อยากให้ร่างกฎหมายนี้ได้ซ้ำรอยเดิม
ด้านนางสาวสุวรรณา สมบัติรักษาสุข เครือข่ายวิทยุเพื่อการศึกษา เห็นว่า พ.ร.บ.เดิมจะมีการจัดตั้งกองทุนและให้จัดสรรค่าธรรมเนียมจากการใช้คลื่นความถี่เข้ากองทุนเพื่อนำมาพัฒนากิจการกระจายเสียงแล
ะกิจการโทรทัศน์ แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีบทเฉพาะกาลกำหนดให้รายได้ครึ่งหนึ่งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีการกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนแล้ว นำส่งเป็น “รายได้แผ่นดิน” อาจเป็นการเปิดช่องที่ทำให้กองทุนดังกล่าวมาเงินสนับสนุนน้อยหรือไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการพัฒนาหรือทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการมีสื่อที่ดีและเป็นประโยชน์ ส่วนประเด็นที่อ้างว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างพรบ.นี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐วัน เมื่อเปรียบเทียบกับข้อกำหนดตามบทเฉพาะกาลในพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงฯ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ คน ร่วมเป็นอนุกรรมการวิทยุโทรทัศน์เพื่อแก้ปัญหาวิทยุชุมชนและกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ ประเด็นหลังมีความเร่งด่วนและสำคัญแต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการใดๆ
นางสาวนันทพร เตชะประเสริฐสกุล จากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของกสช. โดยให้อำนาจกสช.แต่งตั้งและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการที่จะเป็นตรวจสอบผู้ประเมินผลการทำงานของตนเอง ไม่กำหนดบทรับผิดรับชอบ (Social responsibility) อีกทั้งร่างกฎหมายเสนอให้แสดงรายการค่าใช้จ่ายโดยสรุป ซึ่งทำให้สังคมไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายของกสช.ได้อย่างถี่ถ้วน “กฎหมายยังนิรโทษกรรมผู้ที่เคยใช้คลื่นความถี่โดยมิชอบในช่วงที่เป็นสูญญากาศ ทำให้คนทำผิด ไม่ต้องมีบทลงโทษ และยังเปิดช่องให้มีการทิ้งทวนสัมปทานครั้งใหญ่จากผู้ประกอบการและเจ้าของคลื่นความถี่เดิม”
นายฉัตรชัย เชื้อรามัญ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนกฎหมายอย่างรวดเร็ว แต่ท้วงติงว่าต้องไม่ลืมกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายเดินไปได้อย่างยั่งยืน “ เราเห็นว่ากระบวนการได้มาซึ่งร่างกฎหมาย และคณะกรรมการกสช. ในร่างกฎหมายนี้ไม่ชอบธรรมและรับไม่ได้ ผมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมและรับฟังกัน และมีอนุกรรมการจากทุกภาคส่วน ซึ่งเมื่อร่างแก้ไขเสร็จแล้ว ต้องนำกลับมาฟังความเห็นร่วมจากสังคมอีกครั้ง”
รายชื่อ ๒๒ องค์กรเครือข่ายคัดค้านร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
๑.สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
๒.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
๓.สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
๔.สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.)
๕.สมาคมนักบริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
๖.สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษา
๗.สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (สสมท.)
๘ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ
๙.สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
๑๐.คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
๑๑.คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
๑๒.มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)
๑๓.สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน
๑๔.เครือข่ายสื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว
๑๕.คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
๑๖.มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)
๑๗.สหพันธ์องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค
๑๘.เครือข่ายวิทยุเด็กและครอบครัว
๑๙.เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ
๒๐.เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน
๒๑.สมาคมองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง
๒๒.ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)
เอมิ รายงาน ๒๓ มิ.ย.๕๑
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น
