เยียวยาวิกฤต ก่อน"คิดสั้น" (11ก.ค.51)
ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6434 ข่าวสดรายวัน

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะกรรมการรักลูกเบรนฟอรั่ม บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด จัดประชุมคณะกรรมการรักลูกเบรนฟอรั่ม ครั้งที่ 2 เรื่อง "ปัญหาโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายในประเทศไทย" เพื่อร่วมวิเคราะห์ พูดคุย หาข้อเสนอ ที่ห้องประชุมกัลยาณมิตร บริษัท รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป จำกัด
รศ. น.พ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ข้อมูลการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ไม่ค่อยนำเสนอเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แนวโน้มการฆ่าตัวตายทั่วโลกของผู้หญิงคงที่ อยู่ที่ประมาณ 5 รายต่อประชากร 1 แสนคน ขณะที่เพศชายมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การอนามัยโลก อัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดคือลิทัวเนีย ขณะที่ในโซนเอเชีย คือ ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยยังอยู่ในลำดับท้ายๆ
สำหรับสถิติวิธีการ ฆ่าตัวตายในรูปแบบต่างๆ เมื่อเทียบเป็นร้อยละ สูงสุดคือการแขวนคอ ชายร้อยละ 60.9 หญิงร้อยละ 50 รูปแบบอื่นๆ คือการใช้สารเคมีทางการเกษตร ชายร้อยละ 14.8 หญิงร้อยละ 24.5 การใช้ยาเบื่อหนู ชายร้อยละ 2.8 หญิง 4.8 ยาอื่นๆ ชาย ร้อยละ 4.4 หญิง 7.9 การใช้อาวุธ เช่น ปืน ชาย ร้อยละ 4.8 หญิง 0.9 และอื่นๆ ชาย ร้อยละ 12.3 หญิง 11.8
จากตัวเลขดังกล่าว มีข้อสังเกตว่าขณะที่ชายเลือกปลิดชีวิตด้วยอาวุธร้อยละ 4.8 มีผู้หญิงเพียงร้อยละ 0.9 ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงส่วนใหญ่กังวลใจเรื่องความเจ็บปวดทรมาน จึงมักเลือกวิธีที่ไม่รุนแรง
สำหรับสถิติในประเทศไทย จากข้อมูลปี 2549 เพศชายฆ่าตัวตายสูงกว่าเพศหญิง โดยเพศหญิงเริ่มฆ่าตัวตาย อายุ 10-14 ปี และมีอัตราสูงขึ้นที่อายุ 15-19 ปี ขณะที่เพศชายสถิติการเริ่มฆ่าตัวตายอยู่ในช่วงอายุ 20-24 ปี และมีอัตราสูงขึ้นที่ช่วงอายุ 25-29 ปี
และ จากสถิติปี 2548 อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยอยู่ที่ 4 ราย ต่อประชากร 1 แสนคน เมื่อแบ่งตามภูมิภาคกลุ่มที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด คือกลุ่มผู้ชายวัยทำงานภาคเหนือ ในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ถัดมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดจันทบุรีและระยอง
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุดในปี 2550 เทียบจากจำนวนประชากร 1 แสนคน พบว่า สูงสุดคือจังหวัดลำพูน 16.26 ราย รองลงมาคือเชียงใหม่ 13.58 ราย แม่ฮ่องสอน 12.41 ราย จันทบุรี 11.88 ราย พะเยา 11.07 ราย เชียงราย 10.70 ราย ระยอง 10.66 ราย ตาก 9.83 ราย ชลบุรี 9.80 ราย และน่าน 9.63 ราย
รศ. น.พ.มาโนช กล่าวว่า ปัญหาการฆ่าตัวตายของเพศหญิงมีปัจจัยบ่งชี้คือความไม่มั่นคงของชีวิตคู่ เช่น คู่ครองนอกใจ ทำร้ายร่างกาย คู่ครองไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะคู่ที่อยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงานมีความไม่มั่นคงสูง ส่วนในคู่แต่งงานแล้วไม่แยกครอบครัว ทำให้ครอบครัวเดิมมีบทบาทสูงโดยเฉพาะครอบครัวของฝ่ายหญิงซึ่งในหลายรายพบว่า เป็นปัจจัยกดดันต่อครอบครัวใหม่
ส่วนปัญหาของเพศชาย ได้แก่ ญาติลำเอียง ไม่ใส่ใจ ความไม่เข้าใจในตัวเอง ภรรยาไม่ยอมรับ ขาดความมั่นคงด้านจิตใจ เมื่อมีเรื่องเข้ามากระทบทำให้รู้สึกว่าตนเองด้อยค่าและไม่ค่อยปรึกษาใคร ชอบใช้ชีวิตเหมือนก่อนแต่งงาน เที่ยวเตร่ คบหญิงอื่น มักเลี่ยงปัญหาด้วยการดื่มสุราซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้มีพฤติกรรมหุนหันพลัน แล่น
รศ.น.พ.มาโนช กล่าว ถึงการแก้ปัญหาว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่มิติทาง การแพทย์อย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขและยับยั้ง ต้องร่วมกันหลายด้าน ควรส่งเสริมสุขภาพจิตของประชาชนกลุ่มต่างๆ ลดอุปสรรคที่จะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ดี ให้ความรู้ความเข้าใจควบคุมการเข้าถึงในสิ่งที่จะทำให้ฆ่าตัวตาย นอกจากนี้สารพิษยังหาได้ง่าย มีอยู่ทุกซอกมุม ทำให้การยับยั้งชั่งใจของคนเราทำงานไม่ทัน ควรจำกัดการจำหน่ายและควบคุมการเข้าถึงการใช้สารเคมีทางการเกษตร จะทำให้การฆ่าตัวตายน้อยลง
ขณะเดียวกันควรเน้นการส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษา การสอนโปรแกรมทักษะชีวิตเป็นหลักสูตรมาตรฐานในทุกระดับชั้น และพัฒนาหลักสูตรการสอนให้ครอบคลุมหลากหลาย จัดอบรมครูอาจารย์ที่จะช่วยเหลือนักเรียน- นักศึกษาที่มีความเสี่ยงได้ ปัญหานี้ไม่ใช่หน้าที่ของครูแนะแนวหรือนักจิตวิทยาเพียงอย่างเดียว เพราะไม่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนและเด็กที่มีปัญหา จะไม่มาใช้บริการ เพราะไม่คุ้นเคย จึงเป็นหน้าที่ของครูทุกคน โดยเฉพาะครูประจำชั้น นอกจากนี้การนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของสื่อมวลชนไม่ควรใส่อารมณ์มากเกินไป และไม่ควรบอกรายละเอียดถึงวิธีการมาก
ด้าน น.พ.ปราการ ถมยางกูร โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวว่า เมื่อมีคนฆ่าตัวตาย 1 คน มีคนทุกข์ทรมานตามมาอีก คือ พ่อ แม่ ญาติ เพื่อน ผู้ร่วมงาน และเกิดคำถามมากมายว่าทำไมถึงฆ่าตัวตาย ฉันเป็นเหตุหรือไม่ หรือฉันเลี้ยงเขาไม่ดีใช่ไหม กลายเป็นตราบาปติดอยู่ในใจคนที่อยู่ข้างหลังและคนที่ใกล้ชิดกับผู้ที่ฆ่าตัว ตายขณะที่อยู่ในสภาพทุกข์ทรมานใจ บางคนพยายามฆ่าตัวตายตามไปด้วย ถ้าเรารู้จักใครที่มีญาติฆ่าตัวตายเราต้องเข้าไปช่วยเหลือบำบัดเขา ญาติของผู้ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะย้ายบ้านหนี เกิดความละอายซึ่งมีมากในต่างประเทศ ในประเทศไทยแม้จะลดลงจาก 4,000 คนต่อปี หรือประมาณ 2 ชั่วโมงต่อ 1 คน แต่ใน 1 ปียังมีผู้ได้รับผลกระทบ 24,000 คน ขณะที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์มากกว่า 700 คนรู้สึกกระทบกระเทือนใจ
" กฎหมายของประเทศอังกฤษ การฆ่าตัวตายถือว่ามีความผิด ติดคุก หรือต้องเข้ารับการบำบัด ขณะที่สิงคโปร์นั้นร่างกายของคุณ แต่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นสมบัติของรัฐบาล มีโทษเช่นกัน ส่วนการรณรงค์นั้นองค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2546 เห็นได้ชัดว่าทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ทั่วโลกช่วยกัน" น.พ.ปราการกล่าว
ด้าน รศ.กุลวรา ชูพงษ์ไพโรจน์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ กล่าวว่า ในฐานะที่สอนวัยรุ่น เราแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยวรรณกรรม เชื่อว่าเป็นการสอนเด็กให้วิเคราะห์ผ่านหนังสือ ส่วนหนึ่งได้มาจากประวัติบุคคลสำคัญ เด็กๆ หลายคนครอบครัวคาดหวังมาก เมื่อผิดหวังมากทั้งจากสังคม สิ่งแวดล้อม วรรณกรรมอาจช่วยได้ ปรึกษาใครไม่ได้ หนังสือช่วยได้ อย่าเสียดายสตางค์ ซื้อของกินแล้วก็อ้วน บางครั้งการได้อ่านหนังสือดีๆ ได้ดูภาพยนตร์ดีๆ ก็ช่วยได้ และมีประโยชน์ เช่น การอ่านประวัติศาสตร์ เรื่องบุคคลสำคัญ จะได้รู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เขาก้าวมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร จะได้รู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ว่าคืออะไร ขณะเดียวกันการฆ่าตัวตายบางครั้งคนที่ถูกกระทำไม่อยากตายแต่โดนทำร้าย เราจะสอนเด็กอย่างไรในการป้องกันตัวเอง
หน้า 25
