อีกภัยร้ายของเด็กเล็ก 'โรคติดเชื้อไอพีดี' 'น้ำนมแม่' วัคซีนต้าน (25ส.ค.51)

Dailynews 25.08.2008 11:45

กรณีเด็กน้อยวัยยังไม่ทันครบ 2 ขวบที่ชื่อ “น้องโฟร์โมสต์” ป่วยและเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งทางครอบครัวออกมาร้องเรียนประมาณว่าสาเหตุเป็นเพราะความบกพร่องของ คลินิกในระบบประกันสุขภาพ 30 บาทแห่งหนึ่งนั้น ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็คงต้องรอดูผลสอบสวนทวนความ อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งกับการสูญเสียของครอบครัวน้องโฟร์โมสต์นี้ ได้ปรากฏชื่อ “โรคติดเชื้อ” ชนิดหนึ่งขึ้นเป็นข้อสันนิษฐานด้วย...

นั่นก็คือ...อาจเพราะ “ติดเชื้อนิวโมคอคคัส”

ติดเชื้อชนิดที่รุนแรง...หรือเป็น “โรคไอพีดี”

ในรายของน้องโฟร์โมสต์ที่เสียชีวิตนั้น จะเพราะโรคไอพีดี โรคอื่น หรือสาเหตุอื่นประกอบ นั่นก็ต้องรอฟังผลพิสูจน์ อย่างไรก็ตามว่ากันถึง “ไอพีดี” นั้น ก่อนหน้านี้ทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้เคยนำเสนอไปบ้างแล้วว่าเป็นอีกหนึ่ง “ภัยเด็ก” ที่พ่อแม่ผู้ปกครองควร “ต้องรู้ให้เท่าทัน” เพื่อป้องกันบุตรหลาน

“อาการมันก็ไม่ได้แสดง ว่าจะต้องป่วยมาก่อนกี่วัน ต้องเป็นไข้หวัดมาก่อนมั้ย น้องพีไม่มีอาการพวกนี้เลย ก็คือกลางคืนก็ปกติ พอเช้ามาก็คือป่วยเข้าโรงพยาบาล ก็ไม่ได้สติตั้งแต่เช้านั้น จนสิ้นไป” ...นี่เป็นคำบอกเล่าของหนึ่งในพ่อที่ต้องสูญเสียลูกคือ “น้องพี” เพราะไอพีดี ซึ่ง ณ ที่นี้เคยสะท้อนไว้

ขณะที่ในปัจจุบันการตื่นตัว เพื่อป้องกันโรคชนิดนี้ก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ อย่างเช่นทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างนี้ก็ร่วมกับไวเอท (ประเทศไทย) จัด “โครงการสร้างภูมิคุ้มกันโรคไอพีดีและโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กที่เกิดวันที่ 5 ธ.ค. 2550 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยฉีดเมื่อเด็กมีอายุ 2, 4, 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 12 เดือน

ทั้งนี้จากกรณีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคที่น้องโฟร์โมสต์เป็น ว่าอาจจะเป็น “โรคไอพีดี” ล่าสุดทาง ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ในฐานะประธานชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติในเด็กแห่งประเทศไทย ที่ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นเรื่องภัยโรคติดเชื้อในเด็กหลังการประชุมสมาคม กุมารแพทย์โรคติดเชื้อแห่งโลกในประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจ ก็ได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไอพีดี สรุปได้ว่า.....

ไอพีดี ไม่ใช่โรคใหม่สำหรับคนไทย โดยเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย “นิวโมคอคคัส” หรือ “สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี” และมีการแพร่กระจายที่รุนแรงไปยังอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งเชื้อนี้สามารถแพร่กระจายติดต่อได้ง่ายคล้ายไข้หวัด จากการไอหรือจาม ซึ่งพบว่าอัตราการเป็นพาหะในเด็ก คือมีเชื้อในโพรงจมูกแต่ไม่แสดงอาการใด ๆ เฉลี่ยแล้วสูงถึงร้อยละ 26 หรือคิดเป็นอัตรา 1 ใน 4 ของประชากร

เด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไอพีดีคือเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กสุขภาพดีก็ตาม ซึ่งโอกาสเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นในเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กในชุมชนแออัด เด็กที่เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคปอด โรคเบาหวาน และโรคซิกเคิลเซลล์ และในกลุ่มเด็กที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็กที่ตัดม้ามออกหรือม้ามทำงานไม่ปกติ ป่วยติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบว่าสภาพแวดล้อม การที่เด็กเล็กอยู่รวมกันมาก ๆ และในเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ก็มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไอพีดี

“ไอพีดี เป็นโรคที่มีระยะเวลาการดำเนินของโรคสั้นมากเพียง 2-3 วัน รวมทั้งอาการเริ่มแรกคล้ายเป็นไข้หวัด คล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป คนส่วนใหญ่จึงมักคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา ซึ่งถ้าไม่พาไปพบแพทย์ หรือได้รับการรักษาไม่ทันเวลา เชื้อโรคอาจลุกลามจนทำให้เด็กอาการหนักมากขึ้น เด็กทารกถ้าติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตจากโรคได้ภายใน 48 ชั่วโมง

นอก จากนั้น ยังพบว่าปัจจุบันโรคติดเชื้อไอพีดีมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบันเชื้อนิวโมคอคคัสมีอัตราการดื้อยาสูง อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดจากการติดเชื้อแทรกซ้อนทั้งจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัส ส่งผลให้ทำการรักษาได้ยากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสพิการและเสียชีวิตสูง”

ประธานชมรมโรค ระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติในเด็กฯบอกอีกว่า... อาการและระดับความรุนแรงของโรคไอพีดีจะขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อ ได้แก่... 1. ติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ในเด็กทารกจะวินิจฉัยยากขึ้นเพราะอาการเบื้องต้นอาจไม่ชัดเจน เด็กอาจงอแง ซึม ไม่กินนม และชักได้ ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตหรือพิการ เช่น เป็นโรคลมชัก หูหนวก ปัญญาอ่อน

2. การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง ร้องกวน งอแง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ช็อก เสียชีวิต นอกจากนี้เชื้ออาจจะกระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ เช่น เยื่อหุ้มสมอง ปอด กระดูก และข้อ เป็นต้น 3. ปอดบวมหรือปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเกิดจากเชื้อโรคเข้าไปในปอดโดยตรง เด็กจะมีอาการไข้ ไอ หายใจเร็ว หอบ เขียว เพราะขาดออกซิเจน ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและเสียชีวิต

ทิ้งท้าย ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัยบอกว่า... ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีซึ่งเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง พ่อแม่และผู้ปกครองอาจต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการฉีดให้ลูกหลาน เพราะยังไม่จัดเป็นวัคซีนพื้นฐาน

“อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อย ๆ ปิดปาก-ปิดจมูกทุกครั้งที่ไอจาม และที่สำคัญที่สุดคือ...การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกและเด็กเล็กด้วยการ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้มีภูมิต้านทานจากแม่ส่งผ่านไปสู่ลูกทางน้ำนม”.