พลังมหัศจรรย์ นิทานก่อนนอน (28ส.ค.51)

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6482 ข่าวสดรายวัน

เอ็น ฟา สมาร์ท คลับ จัดกิจกรรม Enfa A+ มหัศจรรย์แห่งพัฒนาการครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน "IQ A+ EQ ดี เพื่ออัจฉริยภาพสมบูรณ์แบบ" โดยมี พ.ญ.สุธิรา ริ้วเหลือง รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปจากอาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข อาจารย์ใหญ่โรงเรียน สาธิตพัฒนา และกรรมการสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ ร่วมถ่ายทอดเทคนิควิธีการเล่านิทานก่อนนอน สอนลูกน้อยให้มีคุณธรรมและจริยธรรม โดย หนิง-ศรัยฉัตร กุญชรฯ จีระแพทย์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ที่ห้องประชุมพุทธคยา อาคารอัมรินทร์พลาซ่า ชั้น 22 เขตปทุมวัน

พ.ญ.สุธิรากล่าวว่า พัฒนาการของลูกน้อยในช่วง 3 ขวบแรก หรือ 1,365 วันแรก สมองของลูกน้อยจะเจริญเติบโตและพัฒนาการสูงสุดถึงร้อยละ 80 ในช่วงนี้เป็นช่วงโอกาสทองของการพัฒนาทางสมอง

สมองที่เกี่ยวข้อง กับพื้นฐานความฉลาดทางด้านอารมณ์ คุณธรรมจริยธรรม คือสมองส่วนลิมบิก ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของลูกไว้ สมองส่วนนี้จะเริ่มทำงานอย่างมากตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก เก็บความทรงจำทางอารมณ์และพัฒนาในช่วงวัย 6-24 เดือน หากเลยจากช่วงวัยนี้ไปแล้วประสิทธิภาพการพัฒนาอาจทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้ลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ จะช่วยให้สมองส่วนรับรู้ด้านอารมณ์มีการพัฒนา

สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่พ่อแม่ควรช่วยปลูกฝัง เช่น เมื่อลูกโตรู้เรื่องแล้วอาจสอนลูกสวดมนต์ก่อนนอนพร้อมคุณพ่อคุณแม่ หรือเวลาที่ลูกต้องการได้ของ ต้องกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ เด็กๆ จะซึมซับสัมผัสเรื่องเหล่านี้ พ่อแม่จึงต้องเป็นแบบอย่างให้ลูก โดยต้องทำสม่ำเสมอต่อเนื่อง

การเลี้ยงดูปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็ก อารมณ์ดี จิตใจดี หรือ EQ ดีมีคุณธรรมจริยธรรม หรือ Moral MQ มีความคิดสร้างสรรค์ CQ Creativity และมีความสามารถในการแก้ปัญหา AQ Adversity คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่าลูกเราเป็นเด็กแบบไหน

โดยทั่วไปแบ่งเด็กกับการเลี้ยงดูออกเป็น 4 แบบ อย่างแรกคือ เด็กที่เลี้ยงง่าย การกิน อยู่ หลับนอน อารมณ์ดีไม่มีปัญหา แบบที่สองคือ เลี้ยงยาก ตรงข้ามกับเด็กเลี้ยงง่าย แบบที่สามคือ เด็กที่เลี้ยงง่ายบ้างยากบ้าง ส่วนแบบที่สี่คือ เด็กที่ต้องผ่านการกระตุ้นจึงจะเลี้ยงง่าย

เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกของเราเป็นเด็กแบบไหน จะช่วยปรับตัวเลี้ยงดูลูกน้อยได้เหมาะสม เช่น ลูกเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ CQ Creativity มี ความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ชอบปีนป่ายเก้าอี้ การที่พ่อแม่ดุหรือสั่งห้ามเพราะกลัวอันตรายกลัวลูกหล่น อาจทำให้ CQ Creativity ในส่วนนี้หดหายไป

ในทางกลับกัน หากพ่อแม่บอกลูกถึงความปลอดภัย เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด หรือแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไร ลงท่าไหนให้ปลอดภัยไม่เจ็บตัว จะช่วยพัฒนาความสามารถของลูกที่มีได้เต็มศักยภาพ และเมื่อลูกทำได้ก็ควรชื่นชม เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ (Self Esteem) ให้ลูก ลูกจะรู้สึกได้ว่าพ่อแม่มองเห็นความสามารถในสิ่งที่เขาทำได้ เข้าใจตัวเขา

เช่น เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เห็นลูกวัย 3-4 ขวบ มักวาดรูประบายสีออกนอกกรอบอยู่บ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องว่าต้องทำให้อยู่ในกรอบ เพราะเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ อาจไม่ได้อยู่ในความเป็นจริง เช่น ต้นไม้สีม่วง สีส้ม เพราะเป็นเรื่องของจินตนาการที่กว้างไกลของเด็กๆ นอกจากนี้ การที่พ่อแม่เล่นกับลูก มีกิจ กรรมครอบครัวร่วมกัน เช่น การเล่านิทานเป็นสิ่งที่ดี

ด้านอาจารย์ธิดากล่าวถึงความสำคัญของ นิทานก่อนนอนว่า เป็นเรื่องที่ดีและต้องทำโดยไม่ต้องสงสัย นิทานเพิ่มความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และยังเพิ่มอาหารใจให้เด็กๆ เพราะทุกครั้งที่พ่อแม่เล่านิทานจะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น นักการศึกษาจำนวนหนึ่งเรียกว่า "พลังแห่งนิทาน" เพราะความมหัศจรรย์อยู่ในตัวนิทานมากกว่าเรื่องเล่า เช่น นิทานทำให้ลูกมีสมาธิ ในปีที่ผ่านมากุมารแพทย์สหรัฐ อเมริกาบอกว่าควรให้เด็กฟังนิทานตั้งแต่อยู่ในท้อง และไม่ให้เด็กดูรายการโทรทัศน์ใดๆ ทั้งสิ้นก่อนอายุ 3 ขวบ

นิทานทำให้เด็กมีพัฒนาการและสมาธิดีขึ้น เพราะน้ำเสียง ตัวละครที่คุณแม่เล่าจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ในขณะที่รายการโทรทัศน์ทำให้เด็กสูญเสียสมาธิ เคยชินกับความว่องไวในตัวละครที่เคลื่อนที่ไปมา ทำให้ติดความเร็ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์มากขึ้นเด็กจะใจร้อน มีสมาธิที่สั้น การฟังนิทานจะช่วยให้เด็กๆ ฝึกฝนการใช้ความคิด สร้างจินตนาการผ่านตัวละคร และสอนลูกน้อยให้มีคุณธรรมและจริยธรรมผ่านการเล่านิทานได้

ช่วงวัย 1-2 ขวบ เด็กเรียนรู้ผ่านการสัมผัส หยิบจับ หนังสือนิทานภาพยังคงเป็นสื่อที่สร้างความสนใจ หนังสือนิทานช่วยให้ลูกหยิบจับ สัมผัสถนัดมือ (นิทานปกแข็ง) มีเนื้อหาเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น ดอกไม้แสนสวย ม้าโยกตัวโปรด มาเล่าให้ลูกฟังอย่างช้าๆ ชัดๆ และแม่นยำ แม้จะต้องเล่าบ่อยครั้ง แต่ลูกจะเรียนรู้ซึมซับคำศัพท์ต่างๆ ไว้ และสามารถพูดตามในที่สุด

เมื่ออายุ 3 ปีไปแล้ว นิทานของลูกเน้นเรื่องความมหัศจรรย์ จินตนาการ โดยเฉพาะการสร้างความผูกพันของครอบครัวด้วยการสร้างตัวละครแต่งเนื้อหาขึ้น มาเองของคุณพ่อหรือคุณแม่ให้กับลูก สอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมต่างๆ จะยิ่งเพิ่มความสนุกและการติดตามได้เป็นอย่างดี

หน้า 25