โรงเรียนศิลปะธรรม ใช้"ศิลปะ"สอนธรรมะ (30ส.ค.51)

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6484 ข่าวสดรายวัน
สกู๊ปข่าวสด


" หลักสำคัญในโรงเรียนศิลปะธรรมคือ ศิลปะที่ออกมาจากหัวใจ ไม่ใช่การวาดลอกตามกระดาน หรือยึดถือเฉพาะหลักการ ทฤษฎี แต่เป็นการวาดภาพที่ออกมาจาก "ข้างใน" จิตใจ และตัวตนของคนวาด"

พระมหาสมโชค ธีรธัมโม แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวในเวทีเสวนา "เติมหัวใจให้สังคม" ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อเร็วๆ นี้

เวทีดังกล่าว จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายใต้เจตนารมณ์ที่มุ่งหวังว่า เวทีแห่งนี้ซึ่งได้รวบรวมบุคคลจากหลากหลายวงการ ที่ทำคุณงามความดีให้กับสังคม ได้มาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ บอกเล่าถึงความดีงาม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ ช่วยจุดประกายความหวังในการมุ่งมั่น ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้แก่ผู้ที่ได้รับฟัง ก่อนขยายวงกว้างจากระดับปัจเจกบุคคลไปทั่วทั้งสังคมในที่สุด

พระมหาสมโชค กับ "โรงเรียนศิลปะธรรม" คือ หนึ่งในเรื่องราวจากเวทีดังกล่าว ที่ชวนให้ผู้ฟังสัมผัสถึงพลานุภาพของศิลปะ ที่ช่วยมอบความอิสระให้หัวใจและเกิดธรรมในใจตามมา

จุดเริ่มต้นหรือ แรงบันดาลใจที่ทำให้พระมหาสมโชคเกิดความคิดที่จะนำศิลปะมาเป็นเครื่องช่วย ให้ใจสัมผัส หรือเข้าถึงถึงธรรมะได้นั้น เนื่องเพราะครั้งหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายธรรมะแก่นักเรียนโรงเรียนนานา ชาติแห่งหนึ่ง พระอาจารย์บรรยายธรรมตามปกติ จากนั้นจึงให้นักเรียนสำรวมจิตใจ ปฏิบัติสมาธิ เวลาผ่านไปราว 15 นาที ก็ได้ยินเสียงนักเรียนตัดพ้อว่า

"วัดไหนๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดเลย"

ได้ ยินดังนั้น ก็ไม่โกรธ ตรงกันข้าม คำพูดอย่างตรงไปตรงมาของเด็กๆ กลับชวนให้เกิดความตระหนักขึ้นมาว่า ยังมีวิธีอื่นๆ ที่น่าจะช่วยให้เกิดความสงบ สำรวมใจได้ แต่ไม่น่าเบื่อสำหรับเด็ก ในวันนั้นพระอาจารย์จึงเล่านิทานให้นักเรียนฟังแทนที่จะพานั่งสมาธิ

ผลปรากฏว่า สัปดาห์ต่อมาได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายธรรมที่โรงเรียนแห่งนั้นอีก และด้วยความตั้งใจว่าจะไม่ใช้วิธีเล่านิทานเหมือนเช่นเคย แต่ควรจะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เด็กๆ ได้รับทั้งความสนุก เพลิดเพลิน ก่อให้เกิดสมาธิด้วย ในที่สุดจึงคิดว่าน่าจะใช้ศิลปะนี่แหละมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กๆ ได้ผ่อนคลาย

"อีกเหตุผลหนึ่งก็เนื่องจากเคยศึกษาเล่าเรียนมาทางด้าน นี้ด้วย แม้จะไม่มุ่งเน้นให้นักเรียนยึดมั่นในทฤษฎีหรือหลักการมากจนเกินควร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือพื้นฐานที่ควรศึกษาเรียนรู้ไว้ อย่างน้อยๆ เมื่อนักเรียนเกิดคำถาม หรือมีข้อสงสัย จะได้ให้คำตอบแก่เขาได้"

" แล้วเมื่อถึงกำหนดของวันที่ต้องไปที่โรงเรียนนั้นอีกครั้ง ได้ให้นักเรียนวาดภาพ ระบายสี วาดอะไรก็ได้อย่างที่เขาอยากจะวาด เด็กๆ นั่งเงียบกันเลยนะ นิ่ง แต่ละคนมุ่งสมาธิไปที่การวาดภาพ"

พระมหาสมโชค ขยายความเพิ่มเติมว่า เมื่อกลับไปยังวัดชลประทานรังสฤษฏ์ท่านได้เล่าให้หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุฟัง ว่า นักเรียนให้ความสนใจกับการใช้ศิลปะแทนการบรรยายธรรม หลวงพ่อปัญญาได้ฟังดังนั้นจึงบอกแก่พระมหาสมโชคว่า ในเมื่อศิลปะมีพลานุภาพถึงเพียงนั้น น่าจะเปิดเป็น "โรงเรียนศิลปะธรรม" อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

จวบจนวันนี้ โรงเรียนศิลปะธรรมของพระมหาสมโชคล่วงผ่านวันเวลามาแล้ว 6 ปีเต็ม นับแต่ครั้งแรกที่มีนักเรียนไม่กี่คน กระทั่งปัจจุบันมีนักเรียนให้ความสนใจมากนับพันคน

จากจำนวนนักเรียน เพียงนับนิ้วมือเดียว ก่อนขยายวงกว้างเกินคาดคิด หากมองในแง่ของปริมาณ อาจเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ทว่าในมุมมองของพระมหาสมโชคแล้ว นั่นมิใช่สารัตถะที่แท้ ด้วยมีสิ่งซึ่งสำคัญยิ่งกว่า

"ไม่เคยคิดถึง เรื่องของปริมาณ ไม่คิดอย่างนั้นเลย ทุกวันนี้คนเราคิดแต่จะเร่งปุ๋ย ทำสิ่งใดก็หวัง อยากเห็นผลสำเร็จโดยเร็ว แต่ไม่คิดอย่างนั้นเลย คิดเพียงว่าแค่เด็กเขาอยากเรียน นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ผลที่ได้หลังจากนั้นทั้งหมดก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ตัวเขา แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานเพียงใดกว่าจะเห็นผลก็ตาม ไม่หวังว่าจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในวันสองวัน"

พระมหาสม โชคเปรียบว่าโรงเรียนศิลปะธรรม หรือการนำศิลปะมาเป็นตัวช่วยในการก่อให้เกิดความเข้าใจธรรมะนั้น ไม่ต่างจากการ "เหยาะน้ำปลา" ที่ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เติมอย่างเบามือ จึงจะได้รสชาติที่พอเหมาะพอดี

นอกจากไม่เร่งรัด ไม่คาดหวังถึงผลสำเร็จ แต่ใส่ใจต่อกระบวนการหรือ "ระหว่างทาง" มากกว่า "ปลายทาง" แล้ว อีกสิ่งสำคัญที่พระมหาสมโชคไม่เคยละทิ้ง ทั้งเน้นย้ำ และยึดมั่นในแนวทางการสอนศิลปะเรื่อยมา ก็คือความเชื่อมั่นในตัวเด็กนักเรียน

ทั้งแสดงทรรศนะต่อแวดวงการ ศึกษาในบ้านเราได้อย่างน่าสนใจ โดยพระมหาสมโชคมองว่า การศึกษาศิลปะในบ้านเรายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร อาจารย์มักไม่พอใจหากเห็นเด็กๆ มีความคิดแตกต่าง

"ยกตัวอย่าง ชั่วโมงเรียนวิชาศิลปะ ครูมักจะให้คะแนนเด็กนักเรียนที่วาดลูกมะม่วงได้เหมือนกับที่ครูวาดเอาไว้บน กระดาน ก็แล้วเด็กเขาจะไปวาดให้เหมือนกันเป๊ะได้อย่างไร ครูวาดมาแล้วเป็นสิบๆ ปี แต่เด็กเขาเพิ่งหัดวาดเท่านั้น พระอาจารย์ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ควรไปปิดกั้นความคิดเด็ก ไม่ควรตีกรอบให้เขา แต่ควรจะปล่อยให้เขาวาดอย่างที่เขาอยากจะวาด เพราะฉะนั้น ผลสำเร็จใดในทางรูปธรรมจากโรงเรียนศิลปะธรรมจึงไม่อาจวัดผลได้ในเร็ววัน"

ดังที่พระมหาสมโชคยกตัวอย่างว่า เด็กคนหนึ่งเขามักจะวาดภาพซ้ำๆ เป็นภาพวิวทิวทัศน์ในรูปแบบที่เรามักจะเห็นกันอยู่เสมอ เช่น มีพระอาทิตย์ มีภูเขา มีนกบินอยู่บนฟ้า วาดอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เขาก็จะเริ่มสังเกตสิ่งรอบตัว เริ่มเกิดความคิดที่กล้าหลีกพ้นจากรูปแบบเดิมๆ "พระอาจารย์ถือว่า เด็กทุกคนย่อมพบ "ทาง" ของเขาเอง" "ทาง" ที่ว่านั้น ก็หมายถึง แนวทางในการทำงาน การลงสี การเขียนภาพ ที่แต่ละคนย่อมค้นพบรูปแบบ แนวทาง ที่เหมาะกับตนเองได้ทั้งสิ้น

"ถึงวันหนึ่ง พวกเขาต้องกล้าที่จะฉีกทฤษฎีทิ้ง กล้าที่จะแหวกขนบ แหวกกฎเกณฑ์ เพื่อค้นหา ค้นให้พบแนวทางที่ตนเองถนัด เชื่อว่าการกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยละทิ้งกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบดั้งเดิม ย่อมก่อเกิดสิ่งที่มีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าต้องเป็นการแหวกขนบ กฎเกณฑ์ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร"

กว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าว พ้นกรอบ แล้วค้นพบสิ่งใหม่ๆ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาอย่างที่พวกเขารู้สึกได้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในฉับพลัน หากต้องอาศัยทั้งกระบวนการที่ครูผู้สอนเปิดใจกว้าง ไม่คาดคั้นกดดันจนเกินควร ทั้งใจเย็นพอที่จะรอคอยให้เด็กๆ ได้ค้นพบศักยภาพของพวกเขา หรือได้มีพัฒนาการที่เติบโตขึ้นด้วยตัวของเขาเอง

ไม่มีการบรรยายธรรมะยากๆ ไม่มีบทบัญญัติหรือศัพท์แสงชั้นสูง แต่เพราะมีครรลองแห่งธรรมที่วางไว้อย่างเรียบง่าย และกว้างไกลไร้การกีดกันทางความคิด เด็กๆ ทุกคนที่ได้ก้าวเข้ามาสัมผัสโรงเรียนศิลปะธรรมของพระมหาสมโชค จึงได้รับ "โอกาส" ให้พวกเขาได้ถ่ายทอดทุกสิ่ง "ข้างใน" ตัวตน

หน้า 30